สัมภาษณ์พิเศษ สาโรจน์ ชวนะวิรัช เลขาธิการมูลนิธิไทย

23.04.17 | 18:00 น.
สาโรจน์ ชวนะวิรัช

หมายเหตุ”มติชน” – มูลนิธิไทยเป็นองค์กรอิสระไม่แสวงหาผลกำไรที่จัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2550 ภายใต้การสนับสนุนจากกระทรวงการต่างประเทศเพื่อส่งเสริมภาพลักษ์ไทยในเวทีโลกผ่านกิจกรรมด้านศิลปะ วัฒนธรรม และการศึกษา “มติชน”ถือโอกาสพูดคุยกับท่านสาโรจน์ ชวนะวิรัช เลขาธิการมูลนิธิไทย ถึงการขับเคลื่อนงานของมูลนิธิไทยในมิติต่างๆ

 

Soft Diplomacy หรือ Public Diplomacy ในสมัยใหม่ แท้จริงแล้วมีวิวัฒนาการมาจากสงครามจิตวิทยา หรือที่เรียกว่า propaganda การโฆษณาชวนเชื่อในอดีต หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 รูปแบบได้เปลี่ยนแปลงไป เพราะการทูตมีวิวัฒนาการไป การสื่อสารดีขึ้น มีความจำเป็นที่จะต้องเข้าถึงประชาชนให้มากขึ้น
ในอดีตหากพูดถึงการทูตเราจะรู้สึกเหมือนเป็นอีกระดับ เป็นเรื่องของรัฐต่อรัฐอย่างเดียว ประชาชนไม่ต้องเกี่ยวข้อง แต่การทูตยุคปัจจุบันต้องเข้าถึงประชาชนเพื่อให้มีความนิยมชมชอบ เพราะคนเริ่มเห็นประโยชน์และความสำคัญว่าเป็นเสมือนการโฆษณาประเทศในด้านบวก

ญี่ปุ่นเป็นผู้ริเริ่มการทูตแนวนี้เพราะหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เขารู้สึกว่าคนในเอเชียเกลียดเขามาก เลยมีการจัดตั้ง Japan Foundation ขึ้น รัฐบาลให้เงินเป็นพันๆ ล้านเพื่อลบภาพด้านลบและค่านิยมเชิงลบที่คนเอเชียและคนในโลกมีต่อเขา พยายามเผยแพร่วัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ในเชิงบวกที่จะทำให้คนรู้สึกดีขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งก็นับว่าได้ผล เพราะคนสมัยนี้จำเรื่องในอดีตไม่ค่อยได้แล้ว เกาหลีใต้ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่การทูตแบบนี้ประสบความสำเร็จมาก

ประเทศไทยยังอยู่ในระยะเริ่มต้น ที่จริงมูลนิธิไทยถูกก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2550 แต่ไม่ได้เริ่มทำอะไรกันเป็นจริงเป็นจัง จนอีก 3 ปีถัดมา ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ วีระศักดิ์ ฟูตระกูล จึงให้ผมมาช่วย แต่เราไม่มีงบประมาณที่รัฐบาลให้มาเป็นพิเศษ ต้องกระเบียดกระเสียรจากงบของกระทรวงการต่างประเทศไปเรื่อยๆ ทำอะไรใหญ่โตไม่ได้ เราจึงมุ่งเน้นไปที่ 3-4 เรื่องเพราะไม่สามารถทำทุกอย่างได้

Advertisement

4-5 ปีมานี้าพยายามเน้นเรื่องภาพยนตร์ไทย มวยไทย และอาหารไทยเป็นหลัก เพราะเรามีต้นทุนพอสมควรคือมีชื่อเสียงอยู่แล้ว เรามาจับพอให้มีความมั่นคงและแพร่หลายมากขึ้นไปอีก อาหารก็มาจากที่คนมาเที่ยวไทยแล้วกลับไปบอกว่าอาหารไทยอร่อย เขาพูดคุยกันไปเรื่อยๆ อาหารไทยก็เริ่มกลายเป็นสิ่งที่ติดอันดับ แต่ก็ไม่ใช่ว่าเราจะอยู่เฉยๆ ว่าอาหารไทยติดอันดับแล้ว เพราะการแข่งขันทั่วโลกมันมีอยู่ตลอดเวลา ญี่ปุ่นก็ยังไม่เคยหยุด เกาหลีใต้ก็พยายามทำอยู่ เฝอเวียดนามก็เป็นที่รู้จัก ดังนั้นเราต้องมีการส่งเสริมไปเรื่อยๆ ไม่ใช่จะอยู่นิ่งๆ ได้ เพราะการแข่งขันมันมีอยู่ตลอดเวลา

การที่หน่วยงานต่างๆ อาทิ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.)ต้องจัดงานต่างๆ มากมายเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว มูลนิธิไทยก็พยายามทำในสิ่งที่ไม่ซ้ำหรือแย่งงานกับคนอื่น และในแง่ที่เราช่วยได้คือเรื่องการใช้ภาษา เลยมาคิดทำแอพพ์ ซึ่งเรามีคนช่วยทำในแง่ของภาษาได้ดีกว่ากระทรวงอื่นๆ จึงเป็นที่มาของแอพพ์ Street Food ซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่ 2 ปีก่อน คือ Street Food Bangkok และทำต่อเนื่องมาทุกปี ขณะนี้ก็ยังมีแอพพ์ Street Food Chiang Mai, Street Food Chiang Rai และล่าสุดคือ Street Food Phuket

เราหวังว่าจะทำต่อไปเรื่อยๆ จนครบแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ หรือในเมืองท่องเที่ยวหลักต่างๆ ขณะนี้มีภาคเหนือ ภาคกลางและภาคใต้แล้ว อนาคตก็อาจทำภาคตะวันออกและตะวันออกเฉียงเหนือต่อไป เราเลือก Street Food เพราะเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของเมืองไทย

ในส่วนของภาพยนตร์ไทยเราก็พยายามสร้างฐาน เพราะรู้ว่าภาพยนตร์พอซึมซับเข้าไปแล้วมันมีอิทธิพลมาก จึงพยายามสร้างไปเรื่อยๆ สิ่งเหล่านี้จำเป็นต้องทำซ้ำๆ ให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง ซึ่งก็มีความก้าวหน้าพอสมควร ถ้าสำรวจความแตกต่างระหว่าง 5 ปีที่แล้วกับปัจจุบัน คนรู้จักและนิยมภาพยนตร์ไทยมากขึ้น อย่างในสิงคโปร์ ซึ่งยากที่หนังต่างชาติที่ไม่ใช่ฮอลีวู้ดจะได้เงิน แต่ภาพยนตร์ไทยก็ทำเงินได้ไม่อายใคร อินโดนีเซียอาจจะถือได้ว่าภาพยนตร์ไทยสำเร็จที่สุดในอาเซียน อาจเพราะประชาชนของเขามีมาก สังคม รสนิยม และระดับความเจริญมีความคล้ายคลึงกัน ปีที่ผ่านมาภาพยนตร์ไทยได้ไปฉายเพิ่มขึ้นถึง 4 เมืองในอินโดนีเซียแล้ว ความจริงต้องให้เครดิตกับบริษัทของไทย อาทิ กันตนา ซึ่งไปลงทุนทำอะไรในประเทศเพื่อนบ้านเยอะมาก ทั้งเวียดนามและพม่า ซีรีย์ไทยอย่าง Hormones วัยว้าวุ่น ก็ดังมากในเวียดนาม

มวยไทยก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่ง ก่อนหน้านี้เวลามวยไทยไปต่างประเทศจะเป็นแบบต่อยจริงหรือไม่ก็ต่อยโชว์ พอมูลนิธิไทยเข้ามาเราก็เปลี่ยนเป็นผสมผสานกันเอาคนที่มีพื้นฐานทางมวยจริง รูปร่างดี มาประกอบกันเป็นโชว์ ก็ได้รับความชื่นชอบมาก ไปไหนคนก็สนใจและชอบ

ในส่วนของการประชาสัมพันธ์มวยไทยนั้น เวลาเดินทางไปที่ใดก็ตามขณะนี้เราทำด้วยจุดมุ่งหมายที่จะช่วยส่งเสริมให้คนยอมรับมากขึ้นเพื่อจะได้เข้าไปเป็นกีฬาในโอลิมปิกให้ได้ เพราะต้องใช้ความพยายามอีกหลายปีกว่าที่จะสะสมชื่อเสียงให้เป็นที่รู้จัก ซึ่งทางมูลนิธิก็ได้คุยกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยว่ามีอะไรที่กระทรวงการต่างประเทศหรือมูลนิธิไทยช่วยได้ในเรื่องนี้เราก็ยินดี

การส่งเสริมของไทยเราทำกันหลายแห่งแต่ไม่มีการบูรณาการกันอย่างชัดเจน ถ้าเราแบ่งได้ว่าเรื่อง Soft Diplomacy เป็นเรื่องการต่างประเทศ ซึ่งเกือบทุกประเทศจะให้กระทรวงการต่างประเทศรับผิดชอบ แต่จะออกหน้าหรือไม่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ไม่ว่าจะสำนักข่าวบีบีซี สถาบันภาษาเกอเธ่ ก็เป็นอีกกลไกหนึ่งของกระทรวงการต่างประเทศของอังกฤษและเยอรมนี เช่นเดียวกับองค์กรเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐ(ยูเสด)ในอดีต เพราะการมองภาพรวมเช่นนี้กระทรวงการต่างประเทศจะรู้ดีที่สุด เวลาเราจะส่งเสริมในเรื่องใดๆ เกี่ยวกับไทย ไม่ใช่เราอยากส่งอะไรก็ส่งไป เพราะต้องรู้ว่าประเทศนั้นๆ มีความสนใจในเรื่องใดด้วย

 

เมื่อไม่นานมานีู้ลนิธิไทย ได้เปิดตัวแอพพลิเคชั่นแนะนำร้านอาหารอร่อยริมทาง หรือสตรีทฟู้ด แอพพ์ล่าสุดที่มูลนิธิไทยจัดทำขึ้นคือ Street Food Phuket เพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับอาหารยอดนิยมของจังหวัดซึ่งถือเป็นที่นิยมลำดับต้นๆ ของนักท่องเที่ยวเมื่อเดินทางมายังประเทศไทย โดยปัจจุบัน มูลนิธิไทยได้จัดทำแอพพ์ Street Food มาแล้วรวม 4 จังหวัด คือกรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ เชียงราย และภูเก็ต
มูลนิธิไทยได้เริ่มจัดทำแอพพ์ Street Food ครั้งแรกในปี 2558 และค่อยๆ เปิดตัวแอพพ์ของจังหวัดอื่นๆ เพิ่มเติม จากแอพพ์ที่มีเพียงภาษาอังกฤษ ก็ได้เพิ่มเติมภาษาจีนเข้ามาเพื่อตอบสนองนักท่องเที่ยวจีนที่ถือเป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่ในปัจจุบัน ภายใต้วัตถุประสงค์ที่จะนำเสนอเสน่ห์ของอาหารไทยริมทางและวัฒนธรรมท้องถิ่นซึ่งผสมผสานอยู่ในวัฒนธรรมทางอาหารที่หลากหลายในแต่ละภูมิภาค เพื่อให้คนรุ่นใหม่ที่่ต้องการประสบการณ์การท่องเที่ยวแบบท้องถิ่นอย่างแท้จริง ทั้งยังสะท้อนความเป็น”ไทยแลนด์4.0″ ด้วยการนำนวัตกรรมมาส่งเสริมการท่องเที่ยว
แอพพ์ Street Food ใช้งานได้ง่าย เมื่อเลือกอาหารที่ต้องการก็จะปรากฎชื่อร้านซึ่งมีให้เลือกหลากหลาย และยังสามารถเปิดระบบเพื่อนำการเดินทางไปยังร้านในแอพพลิเคชั่นได้ทันที รองรับการใช้งานทั้งบนระบบ iOS และ Android