คอลัมน์ไฮไลต์โลก: ศึกชิงดำพรรคแอลดีพี ใครจะได้นั่งเก้าอี้ร้อน?
เรียกว่าเป็นเก้าอี้ร้อน ที่ผลัดกันนั่งเป็นว่าเล่นจริงๆ กับตำแหน่งหัวหน้าพรรคเสรีประชาธิปไตย (แอลดีพี) แกนนำพรรครัฐบาลที่ผู้ได้นั่งเก้าอี้นี้จะส่งผลให้ก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นไปโดยปริยาย เนื่องจากพรรคแอลดีพียังคงคุมอำนาจบริหารประเทศที่ดำเนินมายาวนานต่อเนื่องแบบเกือบจะไร้รอยต่อจนถึงตอนนี้
ล่าสุดสมาชิกพรรคแอลดีพีก็ต้องทำการเลือกแม่ทัพใหม่กันอีกคำรบในเวลาเพียงไม่ถึงหนึ่งปี เมื่อนายชิเงรุ อิชิบะ นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคแอลดีพี ตัดสินใจประกาศลาออกจากตำแหน่ง หลังนำพรรคแอลดีพีพ่ายศึกเลือกตั้งใหญ่โดยไม่สามารถรักษาเสียงข้างมากในทั้งสองสภาไว้ได้
ศึกชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคแอลดีพีคนใหม่กำลังจะเปิดฉากในวันที่ 4 ตุลาตมที่จะถึง โดยในบรรดาผู้ประกาศตัวลงสังเวียนชิงตำแหน่งแม่ทัพแอลดีพีคนใหม่ครั้งนี้ ที่น่าสนใจมีอยู่หลายคน แต่ผู้ถูกจับตาเป็นตัวเก็งเด่นๆ ก็คือ นางซานาเอะ ทาคาอิจิ อดีตรัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงทางเศรษฐกิจ วัย 64 ปี และ นายชินจิโร โคอิซูมิ รัฐมนตรีกระทรวงเกษตร วัย 44 ปี บุตรชายของ จุนอิจิโร โคอิซูมิ อดีตนายกรัฐมนตรี โดยทั้งสองต่างลงสนามประลองศึกกันมาแล้วในการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคแอลดีพีเมื่อกันยายนปีที่แล้ว แต่เป็นนายอิชิบะที่เข้าเส้นชัย
จุดแข็งจุดขายของนางทาคาอิจิ เธอเป็นผู้นำด้านนโยบายการคลังและการเงิน ที่ให้คำมั่นเมื่อเร็วๆ นี้ว่าจะเพิ่มการใช้จ่ายและลดภาษี เธอยังเรียกร้องให้มีการเดินเครื่องโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อีกครั้งและให้ตั้งคณะทำงานเพื่อคัดกรองการลงทุนจากต่างชาติในอุตสาหกรรมที่มีความอ่อนไหว
ทาคาอิจิ จัดเป็นพวกชาตินิยมตัวยง สะท้อนได้จากการที่เธอมักเดินทางไปสักการะศาลเจ้ายาสุกุนิ ซึ่งถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของลัทธิทหารนิยม และการเดินทางไปเยือนไต้หวันเมื่อต้นปีนี้ เธอยังเสนอแนวคิดว่า ไต้หวัน ญี่ปุ่นและชาติหุ้นส่วนอื่นๆ อาจจับมือกันเป็นพันธมิตรด้านความมั่นคงกึ่งทางการร่วมกันได้ หากทาคาอิจิได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรคแอลดีพี เธอก็จะสร้างประวัติศาสตร์ในการกลายเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศ
ส่วนชินจิโร ถูกโพลหลายสำนักยกเป็น 1 ใน 2 ตัวเก็ง โดยในขณะที่ทาคาอิจิเป็นตัวเลือกที่โดนใจประชาชนทั่วไปมากที่สุด แต่ชินจิโรถูกระบุว่าเป็นผู้สมัครที่ได้รับความนิยมในหมู่ผู้สนับสนุนพรรคมากที่สุด เขาไม่เพียงเป็นนักการเมืองหนุ่มหน้าตาดีโปรไฟล์เลิศจากตระกูลการเมืองดัง แต่ยังมีบทบาทโดดเด่นในการนำการแก้ปัญหาราคาข้าวพุ่งสูงเมื่อเร็วๆ นี้ เขายังชูธงปฏิรูปภาคการเกษตรและสัญญาว่าจะจัดหาระบบความปลอดภัยทางสังคมให้กับผู้ผลิตข้าวเพื่อจูงใจให้พวกเขาเพิ่มผลผลิต หากเขาได้รับเลือก ก็จะกลายเป็นนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นที่อายุน้อยที่สุด
นอกจากนี้ยังมี โยชิมาสะ ฮายาชิ หัวหน้าเลขาธิการคณะรัฐมนตรี วัย 64 ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นบุคคลที่มีความมั่นคงและมักถูกตั้งเป็นตัวตายตัวแทนเมื่อมีรัฐมนตรีคนใดในคณะลาออก และ นายโทชิมิตสึ โมเทกิ อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศวัย 69 จัดเป็นนักเจรจาที่น่าเกรงขามคนหนึ่ง ซึ่งเคยนั่งโต๊ะเจรจากับโรเบิร์ต ไลท์ไฮเซอร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐในรัฐบาลทรัมป์สมัยแรก
เหล่านี้เป็นม้าแข่งที่อยู่ในสปอตไลต์ของสื่อ ส่วนใครจะได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรคแอลดีพีและผลัดเก้าอี้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นคนต่อไป อีกไม่กี่วันก็ได้รู้

