‘ฮุน มาเนต’ โต้ ไทยอ้าง เขมร เซ็นรับรองเส้นแบ่งเขตแดน บริเวณบ้านหนองจาน ชี้เป็นแค่ 1 ขั้นตอน ทีมสำรวจไม่มีอำนาจ
สมเด็จฯ ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา โพสต์ลงบัญชีเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 26 กันยายน ถึงปัญหาพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมภาพแผนที่ที่แสดงให้เห็นหลักเขตแดนที่ 45 และ 46 มีใจความว่า กัมพูชาและไทยเป็นเพื่อนบ้านกันมาหลายศตวรรษและจะยังคงเป็นเช่นนั้นต่อไป เป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องยอมรับความจริงที่ว่าในขณะที่ทั้งประเทศยังไม่ได้ปักปันเขตแดนร่วมกันอย่างสมบูรณ์ แต่ประชาชนของทั้งสองฝั่งได้อยู่อาศัยและทำกินบนพื้นที่ที่ยังไม่ได้มีการปักปันเขตแดนดังกล่าวมาเป็นเวลาหลายทศวรรษ สถานการณ์เช่นนี้นำไปสู่ข้อพิพาทหรือความเห็นที่แตกต่างกันอยู่บ้าง แต่ทั้งสองฝ่ายสามารถแก้ปัญหาเหล่านั้นฉันท์มิตรได้ผ่านคณะกรรมการชายแดนทั่วไป(จีบีซี) และเห็นพ้องที่จะนำประเด็นเขตแดนที่มีความซับซ้อนให้คณะคณะกรรมการธิการเขตแดนร่วมว่าด้วยการปักปันเขตแดนทางบก (เจบีซี)ในการแก้ปัญหาตามบันทึกความเข้าใจระหว่างราชอาณาจักรกัมพูชาและราชอาณาจักรไทยว่าด้วยการสำรวจและการปักปันเขตแดนทางบกที่ลงนามไว้ในปี2000 (เอ็มโอยู 2543) ซึ่งความตกลงฉบับนี้ได้จดทะเบียนไว้กับองค์การสหประชาชาติและสามารถเข้าถึงได้ผ่านชุดสนธิสัญญาสหประชาชาติ
สมเด็จฯฮุน มาเนต อ้างต่อว่า ตามเอ็มโอยูฉบับนี้ ทั้งสองฝ่ายตกลงได้ตกลงที่จะคงสภาพเดิมไว้จนกว่าการปักปันเขตแดนจะเสร็จสมบูรณ์ โดยข้อกำหนดในการดำเนินการ (Terms of Reference – TOR) ปี 2003 กำหนดไว้ว่าการปักปันเขตแดนประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ที่ต้องดำเนินการให้เสร็จสิ้นและจะต้องมีการให้สัตยาบัน ได้แก่ ขั้นตอนที่ 1 การปัก ซ่อมแซมและเปลี่ยนเสาหลักเขตแดน (Boundary Pillars -BP) ขั้นตอนที่ 2 การจัดทำแผนที่ภาพถ่ายออร์โธโฟโต้ ขั้นตอนที่ 3 การกำหนดแนวเส้นเขตแดนที่จะสำรวจ ขั้นตอนที่ 4 การตรวจสอบสภาพภูมิประเทศ และขั้นตอนที่ 5 การปักเสาหลักเขตแดน
สมเด็จฯฮุน มาเนต ระบุว่า เมื่อเร็วๆ นี้ รองโฆษกกองทัพไทยและผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว พร้อมด้วยแหล่งข่าวอื่นๆ ได้เผยแพร่ภาพถ่ายดาวเทียมและเอกสารราชการบางอย่าง แสดงให้เห็นที่ตั้งหลักเขตแดนในพื้นที่หมู่บ้านเปรยจานและจูกเจยของกัมพูชา ทำนองเดียวกันเมื่อวันที่ 19 กันยายน บนเฟซบุ๊กที่ใช้ชื่อ Royal Thai Army: Update ได้โพสต์แผนที่ดาวเทียม รวมถึงบันทึกผลการตรวจสอบหลักเขตแดนที่ลงนามร่วมกันโดยนายเล เซียง ลี หัวหน้าทีมสำรวจของฝ่ายกัมพูชา และ พันเอกจักร บุญพะเดช ผู้แทนฝ่ายไทย โดยแสดงแนวเขตแดนที่เชื่อมต่อระหว่างหลักเขตแดนหมายเลข 42 และ 43 (บริวณหมู่บ้านเปรยจาน) เพื่ออ้างว่าเขตแดนในพื้นที่ดังกล่าวได้มีการตกลงกันแล้ว ข้อกล่าวอ้างดังกล่าวไม่เป็นความจริง ด้วยเหตุผลง่ายๆ 2 ประการ คือ 1 ทีมสำรวจของทั้งสองประเทศได้ตกลกันเฉพาะในตำแหน่งหลักเขตแดน 43 เท่านั้น ไม่ใช่หลักเขตแดน 42 และประการที่ 2 คณะสำรวจไม่มีอำนาจหน้าที่หรืออำนาจตามกฎหมายในการตัดสินใจเกี่ยวกับแนวเขแดน โดยการลงนามร่วมกันดังกล่าวเป็นเพียงขั้นตอนที่ 1 จากทั้งหมด 5 ขั้นตอนที่ต้องดำเนินการให้ครบเท่านั้น
สมเด็จฯ ฮุน มาเนต ระบุว่า แต่ถึงแม้จะมีเส้นแบ่งเขตแดนที่ไม่เป็นทางการระหว่างหลักเขตแดนหมายเลข 42-43 (หมู่บ้านเปรยจัน) และ หลักเขตแดนหมายเลข 44-47 (หมู่บ้านจุกเจย) ในอินโฟกราฟิกที่ฝ่ายไทยนำเสนอ แต่ความจริงที่เกิดขึ้นก็คือ คนไทยได้ครอบครองและทำการเกษตรบนพื้นที่หลายเฮกตาร์ ซึ่งอยู่ลึกเข้ามาในเขตแดนของกัมพูชามาเป็นเวลาหลายปี ดังที่ปรากฏในแผนที่ อินโฟกราฟิกของพื้นที่ดังกล่าวที่แนบมา สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของปัญหาเขตแดนในพื้นที่ดังกล่าวและเน้นย้ำให้เห็นถึงความจำเป็นที่ทั้งสองประเทศจะต้องแก้ปัญหาในพื้นที่พิพาทอย่างสันติ ผ่านคณะกรรมการฯเจบีซี ซึ่งเป็นกลไกที่ทั้งสองประเทศได้ดำเนินการร่วมกันอย่างสร้างสรรค์มาเป็นเวลาหลายปี
พร้อมกันนี้สมเด็จฯฮุน มาเนต ระบุว่ารัฐบาลกัมพูชามุ่งมั่นที่จะหาทางออกอย่างสันติและเป็นธรรม ต่อข้อพิพาทเรื่องเขตแดนทั้งหมดกับประเทศไทย เช่นเดียวกับเพื่อนบ้านอื่นๆ ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ ขณะที่ยังคงยึดมั่นในหลักการว่า เขตแดนต้องไม่ถูกเปลี่ยนแปลงด้วยการใช้กำลัง กัมพูชาเคารพในอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินของเพื่อนบ้านของเรา และในขณะเดียวกันเราก็เรียกร้องให้ประเทศเพื่อนบ้านเคารพในอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกัมพูชาเช่นเดียวกัน

