‘สีหศักดิ์’ ย้ำจุดยืน ไทยยึดสันติภาพ โต้ถ้อยแถลงกัมพูชา มองโอกาสนำไทยสู่จอเรดาร์โลก
นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ให้สัมภาษณ์ก่อนเดินทางกลับจากการเข้าร่วมประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) ที่นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐ โดยมีการพูดถึงถ้อยแถลงในที่ประชุม ประเด็นเกี่ยวกับความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชา รวมถึงบทบาทของไทยในเวทีสหประชาชาติ (ยูเอ็น)
นายสีหศักดิ์กล่าวว่า การเดินทางเข้าร่วมการประชุม UNGA ในครั้งนี้ต้องการให้ประเทศต่างๆ เห็นว่าการต่างประเทศของไทยกำลังขับเคลื่อนประเทศไทย และไทยจะมีบทบาทสำคัญในเวทีโลก ถึงแม้รัฐบาลชุดนี้จะอยู่แค่ 4 เดือนแต่จะใช้ช่วงเวลานี้ให้มีความหมาย
สำหรับประเด็นเกี่ยวกับสถานการณ์ระหว่างไทย-กัมพูชา นายสีหศักดิ์กล่าวว่าเดิมทีจะใช้ถ้อยแถลงใน UNGA เพื่อบอกว่าไทยอยากเห็นแนวทางในการแก้ไขปัญหานี้ เพราะช่วงที่ผ่านมาก็มีการประชุมที่ประเทศมาเลเซียที่มีการบรรลุข้อตกลงหยุดยิง และการประชุมของคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ทำให้เกิดข้อตกลงเรื่องการรักษาข้อตกลงหยุดยิง การเก็บกู้ทุ่นระเบิด เรื่องการถอนอาวุธหนัก และการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ เป้าหมายของไทยคือการสร้างความปลอดภัยและนำความสงบมาสู่ชายแดน หากต่างฝ่ายต่างมีความจริงใจและมุ่งมั่นทำให้ข้อตกลงต่างๆ เป็นรูปธรรมก็คิดว่าไทยจะดำเนินการเป็นขั้นตอนในการปรับความสัมพันธ์
อย่างไรก็ตาม นายปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศของกัมพูชาได้ขึ้นกล่าวถ้อยแถลงในที่ประชุม UNGA ซึ่งมีเนื้อหาที่นายสีหศักดิ์บอกว่าตรงข้ามกับสิ่งที่พูดระหว่างการหารือไปก่อนหน้านี้ที่บอกว่าทั้งสองประเทศจะมองไปข้างหน้า เน้นการพูดคุยและความไว้เนื้อเชื่อใจ กัมพูชายังคงนำเสนอข้อมูลฝ่ายเดียวและพยายามสร้างความได้เปรียบในเวทีระหว่างประเทศ พยายามทำให้ปัญหาทวิภาคีกลายเป็นปัญหาระหว่างประเทศ อาทิ นายปรักกล่าวหาว่าไทยเป็นคนเริ่มความขัดแย้งและการปะทะกันล่าสุด ซึ่งไม่ใช่ความจริง ทำให้ตนต้องปรับถ้อยแถลงที่จะขึ้นกล่าวต่อที่ประชุม UNGA เพื่อบอกว่าสิ่งที่กัมพูชาทำมาโดยตลอดคือการบิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อพยายามบอกว่ากัมพูชาเป็นฝ่ายถูกกระทำ ซึ่งตนได้กล่าวในถ้อยแถลงว่าผู้ถูกกระทำที่แท้จริงคือเหยื่อคนไทย เช่น ทหารไทยที่เหยียบทุ่นระเบิด เด็กนักเรียนในโรงเรียนที่ถูกโจมตี หรือพลเรือนทั่วไปที่ได้รับผลกระทบจากการโจมตีของกัมพูชา
นายสีหศักดิ์เล่าถึงที่มาของกรณีหมู่บ้านหนองจานต่อที่ประชุม UNGA ว่าไทยเปิดชายแดนให้ชาวกัมพูชาเข้ามาพักอาศัยเพื่อหนีภัยสงครามกลางเมือง เมื่อสงครามจบลงไทยพยายามขอให้ชาวกัมพูชาเคลื่อนย้ายกลับไปหลายครั้งแต่กัมพูชาก็ไม่ได้รับฟัง ซึ่งนี่เป็นต้นตอของปัญหา ในถ้อยแถลงจึงถามไปยังกัมพูชาว่าสองประเทศของเราจะไปในเส้นทางไหนระหว่างเส้นทางแห่งความขัดแย้งหรือเส้นทางแห่งสันติภาพ ก็ขึ้นอยู่กับกัมพูชาว่าจะเลือกทางไหนแต่ไทยเลือกเส้นทางสันติภาพ
ในห้วงการร่วมประชุมครั้งนี้ที่มีการประชุม 4 ฝ่ายระหว่าง สหรัฐ มาเลเซีย ไทย และกัมพูชา นายสีหศักดิ์เล่าว่าการประชุมนี้เป็นแนวคิดของสหรัฐซึ่งไทยก็เปิดกว้างยินดีกับชาติมหาอำนาจใดก็ตามที่อยากมีบทบาทสร้างสรรค์ในเรื่องนี้ เป็นการประชุมที่ตรงไปตรงมา ไม่มีข้อผูกมัดใดๆ ซึ่งไทยบอกกับที่ประชุมว่าอยากเห็นความคืบหน้าในสิ่งที่ได้พูดคุยและตกลงกันเอาไว้ มาเลเซียในฐานะประธานการประชุมก็เห็นตรงกันว่าไทย-กัมพูชาต้องพูดคุยกันเอง ไม่ใช่ร้องเรียนต่อประชาคมโลก สุดท้ายแล้วเรื่องระหว่างไทยกับกัมพูชาเป็นเรื่องระหว่างสองประเทศหรืออย่างมากก็อาเซียน เราควรแก้ไขปัญหาในภูมิภาคของเราให้ได้
สำหรับคำถามว่ารัฐบาลไทยชุดใหม่จะดำเนินนโยบายเรื่องสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างไร นายสีหศักดิ์ยืนยันว่ากระทรวงการต่างประเทศและฝ่ายความมั่นคงกำลังไปในทางเดียวกัน ต้องพูดในเสียงเดียวกัน การทูตและการทหารต้องไปทางเดียวกัน ในช่วงที่การทูตยังเดินหน้าไม่ได้เพราะสถานการณ์ยังไม่อำนวย เราก็ต้องสนับสนุนการดำเนินงานของฝ่ายทหาร เราต้องชี้แจงต่อประชาคมโลกว่าเหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นเพราะอะไร ตนหวังว่าวันหนึ่งพื้นที่ทางการทูตจะเปิดกว้างมากขึ้นเพื่อให้เกิดการเจรจาเพื่อหาผลประโยชน์ร่วมกันและเดินหน้าต่อไปได้ แต่ฝ่ายกัมพูชาต้องให้ความร่วมมือด้วยจึงจะให้เกิดประโยชน์ สุดท้ายแล้วไทยและกัมพูชาต้องเป็นเพื่อนบ้านกันต่อไป แต่ใดๆ ก็ตาม เราต้องยึดผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง
ในเรื่องภาพรวมของการประชุมครั้งนี้ ซึ่งครบรอบ 80 ปีของการก่อตั้งยูเอ็น นายสีหศักดิ์เล่าว่านี่เป็นช่วงที่บทบาทของยูเอ็นมีข้อจำกัดอยู่มากเพราะโลกกำลังเปลี่ยนแปลง ประเทศต่างๆ อาจลืมกติการะหว่างประเทศหรือลืมความสำคัญของความร่วมมือระหว่างประเทศ ดังนั้นเราต้องมองอย่างจริงจังว่าจะช่วยให้ยูเอ็นมีบทบาทมากขึ้นอย่างไร สุดท้ายแล้วมันขึ้นอยู่กับประเทศสมาชิกว่าจะยึดมั่นกับความร่วมมือระหว่างประเทศหรือกติการะหว่างประเทศอย่างไร การมาประชุมครั้งนี้ เราบอกถึงความต้องการให้ระบบพหุภาคีมีความเข้มแข็ง หัวใจของพหุภาคีคือยูเอ็นและองค์กรต่างๆ ซึ่งไทยอยากสนับสนุน แต่ก็อยู่ที่ทุกๆ ประเทศโดยเฉพาะมหาอำนาจที่จะเห็นความสำคัญของความร่วมมือในกรอบยูเอ็นเพื่อที่เราจะได้เดินหน้าไปด้วยกัน
กับคำถามที่ว่าจะทำอย่างไรให้ไทยกลับไปอยู่ในเรดาร์ของโลกอีกครั้งท่ามกลางความปั่นป่วนของระบบพหุภาคีและภูมิรัฐศาสตร์ นายสีหศักดิ์กล่าวว่าเรื่องนี้ส่วนหนึ่งอยู่ที่เรา เชื่อว่าหากการเมืองไทยมีเสถียรภาพมากขึ้น เศรษฐกิจในประเทศดีขึ้น ตอนนี้รัฐบาลมีมาตรการระยะสั้นแต่ก็ไม่ได้ละเลยการวางรากฐานระยะยาว เช่น การปรับโครงสร้าง การหาพลวัตใหม่ๆ ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เช่น เศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจสีเขียว การหาพลังงานหมุนเวียน การพัฒนาอุตสาหกรรมที่เรามีศักยภาพ ตนได้ย้ำกับภาคธุรกิจของสหรัฐว่ารัฐบาลไทยจะใช้ 4 เดือนให้มีความหมาย แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าและขับเคลื่อนประเทศไทย ไทยยังเป็นโอกาสให้เขาเข้ามาลงทุนมากขึ้น

