ชัตดาวน์ไร้ความหวัง สองพรรคสาดโคลน ทำเนียบขาวขู่เลิกจ้างครั้งใหญ่ใน 2 วัน
ทำเนียบขาวระบุว่า การเลิกจ้างพนักงานของรัฐบาลกลางสหรัฐจำนวนมากจะเริ่มขึ้นภายใน 2 วันข้างหน้า ขณะที่สมาชิกสภาจากพรรครีพับลิกันและเดโมแครต ยังคงกล่าวโทษกันไปมาว่าเป็นสาเหตุของการปิดหน่วยงานรัฐบาล (government shutdown) ของสหรัฐครั้งแรกในรอบเกือบ 7 ปี
การชัตดาวน์เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันพุธที่ 1 ตุลาคม ตามเวลาท้องถิ่น หลังจากที่พรรครีพับลิกันและเดโมแครตในสภาคองเกรสไม่สามารถตกลงกันได้เกี่ยวกับร่างงบประมาณฉบับใหม่ก่อนจะถึงเส้นตายในเวลาเที่ยงคืนของวันอังคาร โดยการลงมติเพื่อให้สามารถรอดพ้นการชัตดาวน์ไปได้ก็ล้มเหลวหลังการประชุมเริ่มต้นเพียงไม่กี่ชั่วโมง
จนถึงขณะนี้ยังไม่มีวี่แววว่าทั้งสองฝ่ายจะยอมประนีประนอมกัน ขณะที่วุฒิสภาสหรัฐได้ปิดสมัยประชุมไปแล้ว ทำให้เกิดความกังวลว่าการชัตดาวน์ครั้งนี้อาจยืดเยื้อออกไป เสี่ยงที่จะทำให้คนหลายแสนตกงาน รวมถึงอาจสร้างความเสียหายมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ต่อเศรษฐกิจของประเทศจากการหยุดชะงักของการผลิต
ในการแถลงข่าวที่ทำเนียบขาวช่วงบ่ายวันพุธ เจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดี ปรากฏตัวร่วมกับแคโรไลน์ เลวิตต์ โฆษกทำเนียบขาว ซึ่งถือเป็นการปรากฏตัวคู่กันที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อย ได้กล่าวหาพรรคเดโมแครตว่ากำลัง เล่นเกมการเมืองกับการชัตดาวน์ครั้งนี้
แวนซ์ระบุว่า ถ้าพวกเขากังวลเรื่องผลกระทบต่อประชาชนชาวอเมริกันจริงๆ และพวกเขาก็ควรจะกังวล สิ่งที่ควรทำคือเปิดให้หน่วยงานต่างๆ ของรัฐบาลกลับมาทำงานได้อีกครั้ง ไม่ใช่มาบ่นว่าพวกเราตอบสนองกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างไร
ด้านเลวิตต์ระบุว่า จะมีการปลดข้าราชการจำนวนมากภายในสองวัน และว่า “บางครั้งคุณก็ต้องทำสิ่งที่ไม่อยากทำ พรรคเดโมแครตทำให้เราตกอยู่ในสถานการณ์นี้”
ถือเป็นการโต้กลับครั้งล่าสุดในเกมการกล่าวโทษกันอย่างดุเดือดระหว่างสองพรรค หลังจากที่ก่อนหน้านี้ ชัค ชูเมอร์ วุฒิสมาชิก และผู้นำเสียงข้างน้อยของพรรคเดโมแครต กล่าวหาพรรครีพับลิกันว่าพยายามบีบบังคับ ให้พรรคเดโมแครตยอมรับแผนงบประมาณของพวกเขา
พรรคเดโมแครตต้องการให้มีการรับประกันด้านงบประมาณการดูแลสุขภาพก่อนที่จะให้การสนับสนุนในร่างงบประมาณการใช้จ่าย ขณะที่พรรครีพับลิกันต้องการใช้มาตรการชั่วคราว (stop-gap measure) เพื่อให้รัฐบาลยังสามารถเปิดทำงานต่อไปจนถึงกลางเดือนพฤศจิกายน โดยมีการคงงบไว้ในระดับปัจจุบัน
ขณะที่พรรคเดโมแครตชี้ว่าที่ปล่อยให้รัฐบาลชัตดาวน์ เป็นความพยายามที่จะรักษาสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพสำหรับชาวอเมริกันรายได้น้อย ซึ่งความพยายามที่จะเจรจากับพรรครีพับลิกันเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์เหล่านี้ยังไม่ประสบผลสำเร็จ
แม้ว่าพรรครีพับลิกันจะคุมเสียงข้างมากทั้งสองสภา แต่ก็ยังไม่มีเสียงถึง 60 เสียง ที่จำเป็นต้องใช้เพื่อผ่านร่างงบประมาณ ระบุว่า สิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน แต่การที่รัฐบาลต้องเปิดทำการต่อไปต่างหากที่มีความสำคัญอย่างแท้จริง
จอห์น ธูน ผู้นำเสียงข้างมากในวุฒิสภากล่าวว่า นี่ไม่ใช่เรื่องว่าใครแพ้หรือใครชนะ หรือใครถูกใครผิด มันเกี่ยวกับประชาชนชาวอเมริกัน และเดโมแครตกำลังจับประชาชนเป็นตัวประกัน เพราะคิดว่ามันจะเอื้อประโยชน์ทางการเมืองแก่พวกเขา
พรรครีพับลิกันยังอ้างด้วยว่า สิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพที่พรรคเดโมแครตผลักดัน จะสร้างภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมแก่ผู้เสียภาษี และเดิมทีสิทธิประโยชน์เหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นช่วงโควิด ซึ่งไม่มีความจำเป็นแล้วในขณะนี้
ภายใต้การชัตดาวน์ ระหว่างนี้เจ้าหน้าที่ที่จำเป็น เช่น เจ้าหน้าที่ชายแดนและทหาร อาจต้องทำงานโดยไม่ได้รับค่าจ้าง ส่วนเจ้าหน้าที่ที่ถูกจัดว่าไม่จำเป็น จะถูกพักงานชั่วคราวโดยไม่ได้รับค่าจ้าง อย่างไรก็ดี ที่ผ่านมา ข้าราชการกลุ่มนี้มักจะได้รับเงินชดเชยย้อนหลัง
นักวิเคราะห์คาดว่าการชัตดาวน์ครั้งนี้จะใหญ่กว่าปี 2018 เพราะในครั้งนั้นสภาคองเกรสยังสามารถผ่านบางร่างงบได้ โดยคาดว่าราว 40% ของข้าราชการกลาง หรือประมาณ 750,000 คน จะถูกสั่งพักงานชั่วคราว
ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่บางส่วนถูกสั่งพักงานไปแล้วตั้งแต่วันพุธ ขณะเดียวกัน รัฐบาลทรัมป์ยังขู่ด้วยว่าอาจมีการปลดข้าราชการเป็นการถาวรด้วย

