‘เทียนจิน-เซินเจิ้น’ คู่ยุทธศาสตร์การค้าบนเส้นทาง BRI
เป็นเวลานับพันปีที่เส้นทางสายไหมทำหน้าที่เสมือนเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจโลก โดยผสานการค้าระหว่างจักรวรรดิจีนกับภูมิภาคเอเชียกลาง ตะวันออกกลาง ยุโรป และแอฟริกาเข้าด้วยกัน อีกทั้ง เส้นทางนี้ยังทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมภูมิภาคต่างๆ เปิดโอกาสให้เกิดการแลกเปลี่ยนทางปัญญา นวัตกรรม และวัฒนธรรม ซึ่งมีอิทธิพลสำคัญต่อการพัฒนาและการหล่อหลอมอารยธรรมของโลก ก่อนที่บทบาทของเส้นทางดังกล่าวจะสูญหายไปตามกาลเวลา
กระนั้นก็ดี เมื่อปี 2013 ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนได้นำเสนอ ข้อริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (Belt and Road Initiative: BRI) ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงแค่การฟื้นฟูเส้นทางสายไหมให้กลับมาเท่านั้น แต่ยังก้าวไปไกลกว่าด้วยการขยายขอบเขตความร่วมมือในมิติต่างๆ พร้อมกับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานอย่างเครือข่ายทางรถไฟและการสร้างท่าเรือ เปรียบเสมือนการวางรากฐานการพัฒนาที่มั่นคงและยั่งยืนให้แก่ประเทศต่างๆ ตลอดแนวเส้นทาง เพื่อนำไปสู่การสร้างประชาคมที่มีอนาคตร่วมกัน
จีนเป็นประเทศที่มีบทบาทสำคัญในระบบการค้าโลก โดยมีท่าเรือติดอยู่ใน 8 อันดับจาก 10 อันดับแรกของโลกในด้านปริมาณการขนส่งสินค้า และติด 7 อันดับจาก 10 อันดับแรกของโลกในด้านปริมาณการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ ตั้งอยู่ในเขตเศรษฐกิจของปักกิ่ง เทียนจินและเหอเป่ย ท่าเรือเทียนจินถือเป็นศูนย์กลางด้านเศรษฐกิจและโลจิสติกส์ที่สำคัญของเส้นทางสายไหมทางทะเลแห่งศตวรรษที่ 21 ซึ่งมีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานกว่า 600 ปี นับตั้งแต่การก่อตั้งเป็นฐานทัพเมื่อปี 1404 จนถึงยุครุ่งเรืองทางการค้าในสมัยราชวงศ์ชิง และเติบโตเป็นศูนย์กลางพาณิชย์ที่คึกคักมาจนถึงปัจจุบัน
ระบบเส้นทางน้ำของเมืองเทียนจินเชื่อมต่อเข้าสู่หลายมณฑลในภาคเหนือของจีน และขยายออกไปถึงพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำแยงซี ขณะที่เส้นทางเดินเรือก็เชื่อมโยงกับชายฝั่งต่างๆ ของประเทศ ตลอดจนแผ่ขยายสู่มหาสมุทรแปซิฟิกและมหาสมุทรอินเดีย ไซน่าเดลี่รายงานถึงการเติบโตในทิศทางบวกอย่างต่อเนื่องของท่าเรือแห่งนี้ โดยระบุว่าในช่วงไตรมาสแรกของปี ท่าเรือเทียนจินสามารถรับรองตู้คอนเทนเนอร์ได้รวมทั้งสิ้น 5.71 ล้าน TEUs เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.6 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในช่วงปีก่อน มีมีปริมาณการขนส่งสินค้ารวมทั้งสิ้น 119 ล้านตัน เพิ่มขึ้น ร้อยละ 1.4 เมื่อเทียบกับไตรมาสแรกของปีที่ผ่านมา

ท่าเรือเทียนจินนับเป็นท่าเรือที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคทางตอนเหนือของจีน มีมูลค่าการค้าคิดเป็นสัดส่วนถึง 16% ของมูลค่าการค้าทั้งประเทศ เชื่อมโยงกับท่าเรือกว่า 500 แห่ง ในกว่า 180 ประเทศและภูมิภาคทั่วโลก ตลอดจนทางรางโดยเชื่อมกับรถไฟจีน-ลาว (คุนหมิง-เวียงจันทร์) และมีแนวโน้มว่าจะมีการพัฒนาเชื่อมต่อเส้นทางโลจิสติกส์ไปถึงไทยผ่านโครงข่ายทางรถไฟสายแพน-เอเชีย ดำเนินการขนส่งสินค้าทางเรือ-รางมากกว่า 40 เส้นทาง รวมถึงให้บริการสายเดินเรือตู้คอนเทนเนอร์จำนวน 147 สาย
ในขณะเดียวกัน ท่าเรือเทียนจินดำเนินการภายใต้แนวคิดการส่งเสริมความยั่งยืนในทุกมิติของกระบวนการโลจิสติกส์ เพราะขับเคลื่อนด้วยพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม ซินหัวรายงานด้วยว่า เทียนจินซึ่งตั้งอยู่ใกล้ฐานการผลิตมีเทนสีเขียวในภาคเหนือของจีน กำลังเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงสีเขียวอย่างแข็งขัน โดยได้จัดตั้งท่าเทียบเรือเคมีของเหลวเฉพาะ ถังเก็บมีเทนและเส้นทางรถไฟเฉพาะสำหรับการขนส่ง ตลอดจนยกเลิกการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลและขยะที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ในกระบวนการดำเนินงานหลัก ซึ่งส่งผลอย่างมีนัยะสำคัญในการบรรลุการปล่อยคาร์บอนให้เป็นศูนย์ นอกจากนั้น ท่าเรือเทียนจินยังนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยี 5G มาใช้เพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพในการดำเนินงานด้วย
เทียนจินยังมีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างศักยภาพของทรัพยากรมนุษย์ผ่านโครงการ Luhan Workshop ตั้งชื่อตามหลู ปาน ช่างไม้ที่มีความเชี่ยวชาญในสมัยโบราณของจีน เป็นพื้นที่ในการแลกเปลี่ยนทางวิชาการด้านอาชีวศึกษาระหว่างจีนและกลุ่มประเทศตามเส้นทางหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง โดยในปัจจุบันเทียนจินก็ได้เข้าไปผลักดันโครงการดังกล่าว 20 แห่งใน 19 ประเทศในภูมิภาคเอเชีย แอฟริกาและยุโรป
ด้วยปัจจัยทางภูมิศาสตร์ที่ตั้งอยู่บนชายฝั่งทะเลจีนใต้ เซินเจิ้นในฐานะเขตเศรษฐกิจพิเศษ (Special Economic Zone: SEZ) แห่งแรกของจีน มีบทบาทสำคัญในฐานะศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์และการขนส่งสินค้าทางเรือภายใต้ข้อริเริ่ม BRI นับตั้งแต่ปี 1980 ที่รัฐบาลปักกิ่งได้กำหนดให้เซินเจิ้นเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ เมืองแห่งนี้ก็ได้พัฒนาอย่างรวดเร็วจนได้รับการขนานนามว่าเป็น “Silicon Valley of China” เนื่องจากเป็นที่ตั้งของบริษัทชั้นนำด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมจำนวนมาก
ซึ่งรวมถึง เทนเซ็นต์ (Tencent) หนึ่งในบริษัทอินเทอร์เน็ตและเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองเซินเจิ้นเช่นเดียวกัน โดยเทนเซ็นต์เป็นผู้พัฒนาแพลตฟอร์มชื่อดังหลายรายการ อาทิ WeChat แอปพลิเคชันส่งข้อความที่มาพร้อมฟีเจอร์ชำระเงินผ่าน WeChat Pay และ QQ โซเชียลเน็ตเวิร์กรุ่นบุกเบิกของจีน WeTV แพลตฟอร์มสตรีมมิงวิดีโอที่ให้บริการซีรีส์ ภาพยนตร์ และรายการวาไรตี้ทั่วเอเชีย และ Tencent Games ผู้พัฒนาวิดีโอเกมยักษ์ใหญ่ เจ้าของเกมฮิตอย่าง Honor of Kings รวมถึงยังมี Tencent Cloud ซึ่งเป็นบริการคลาวด์คอมพิวติ้งด้วย

เซินเจิ้นยังเป็นที่ตั้งของ UBTECH หนึ่งในผู้นำระดับโลกเพียงไม่กี่รายที่มีเทคโนโลยีหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์แบบครบวงจร ดำเนินธุรกิจภายใต้พันธกิจ “นำหุ่นยนต์อัจฉริยะสู่ทุกครัวเรือน และทำให้ชีวิตประจำวันสะดวกสบายและชาญฉลาดยิ่งขึ้น” โดยมีเทคโนโลยีที่ครอบคลุม เช่น AI ที่เลียนแบบการทำงานของสมองและสมองน้อยของมนุษย์และเทคโนโลยีหุ่นยนต์ผสาน AI อาทิ SLAM หรือการกำหนดตำแหน่งและแผนที่พร้อมกัน การทำงานอัตโนมัติ การมองเห็นของหุ่นยนต์ หรือ visual servo และการโต้ตอบระหว่างมนุษย์กับหุ่นยนต์ด้วย
Walker เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาโดย UBTECH ซึ่งเป็นหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์แบบเดินสองขา ขนาดเทียบเท่ามนุษย์รายแรกของจีน และเป็นบริษัทหุ่นยนต์รายเดียวในโลกที่ได้ประกาศความร่วมมือกับบริษัทรถยนต์หลายแห่งในระดับสากล โดยหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ Walker S Series ได้ถูกนำไปใช้งานจริงในสายการผลิตของบริษัทรถยนต์หลายรายเพื่อปฏิบัติภารกิจเพื่อการผลิตแล้ว
หนึ่งในกลไกสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการลงทุนและดำเนินธุรกิจในเซินเจิ้นคือ ศูนย์บริการระดับโลก Go Global ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มบริการระหว่างประเทศแบบครบวงจร ก่อตั้งโดยเขตหนานซาน เมืองเซินเจิ้น ดำเนินงานภายใต้โมเดล Joint Fleet ให้บริการอย่างครอบคลุมทั้งด้านภาษี กฎหมาย นโยบาย และทรัพยากรบุคคลสนับสนุนธุรกิจจีนที่ต้องการขยายสู่ตลาดต่างประเทศ และธุรกิจต่างชาติที่ประสงค์จะเข้าสู่ตลาดจีน
สิ่งที่กล่าวมาข้างต้นสะท้อนให้เห็นว่า เทียนจินและเซินเจิ้นเป็นจุดยุทธศาสตร์ของข้อริเริ่ม BRI และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการสร้าง “ประชาคมโลกที่มีอนาคตร่วมกัน” ตามวิสัยทัศน์ของจีนในศตวรรษที่ 21 อย่างเป็นรูปธรรม

