หน้าแรก ต่างประเทศ โฟกัสโลกรอบสั...

โฟกัสโลกรอบสัปดาห์: 2 ปีสงครามกาซา สมรภูมิเลือด กับโอกาสสันติภาพที่ยังคลุมเครือ

6.10.25 | 15:16 น.
REUTERS

โฟกัสโลกรอบสัปดาห์: 2 ปีสงครามกาซา สมรภูมิเลือด กับโอกาสสันติภาพที่ยังคลุมเครือ

เมื่อพูดถึงความขัดแย้งใหญ่ในโลก หนึ่งในสมรภูมิที่นองเลือดที่สุดคือสงครามในฉนวนกาซาระหว่างอิสราเอลและชาวปาเลสไตน์ที่จะลากยาวมาครบ 2 ปีในวันที่ 7 ตุลาคมนี้ ที่ทำลายล้างฉนวนกาซาจนราบเป็นหน้ากลอง ชาวปาเลสไตน์นับล้านคนต้องกลายเป็นผู้พลัดถิ่น หลายหมื่นคนต้องเสียชีวิต แถมซ้ำร้ายยังไม่มีวี่แววว่าสันติภาพจะเกิดขึ้นในเร็ววัน ทำให้เกิดคำถามว่าอนาคตของชาวปาเลสไตน์และฉนวนกาซาจะเป็นอย่างไรท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮามาสที่เริ่มจะขยายวงกว้างออกไปขึ้นเรื่อยๆ แบบไม่มีทีท่าว่าจะยุติลง

สงครามระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮามาสเปิดฉากขึ้นในวันที่ 7 ตุลาคม 2023 เมื่อกลุ่มฮามาสบุกโจมตีพื้นที่ตอนใต้ของอิสราเอล ไล่สังหารชาวอิสราเอลจนมีผู้เสียชีวิตกว่า 1,200 คน และอีก 251 คนถูกจับเป็นตัวประกัน นับตั้งแต่นั้น อิสราเอลตั้งเป้าหมายที่จะกำจัดกลุ่มฮามาสและนำตัวประกันกลับมาให้ได้ นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอลเชื่อในหลักการว่าแรงกดดันทางทหารจะช่วยบีบให้ฮามาสยอมปล่อยตัวประกัน และจะทำให้การทำลายกลุ่มฮามาสทำได้ง่ายขึ้น กองกำลังป้องกันอิสราเอล (ไอดีเอฟ) ทำการโจมตีทางอากาศและดำเนินปฏิบัติการภาคพื้นดินในฉนวนกาซาอย่างต่อเนื่องจนสังหารผู้นำฮามาสได้หลายคน

อิสราเอลออกคำสั่งอพยพชาวปาเลสไตน์หลายครั้งไปยังพื้นที่ปลอดภัย แม้ว่าจะแทบไม่เหลือที่ปลอดภัยในฉนวนกาซา นอกจากนั้นยังปิดล้อมฉนวนกาซา และทำให้การส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเข้าไปในฉนวนกาซายากลำบากมากยิ่งขึ้น อิสราเอลยุติความร่วมมือกับสำนักงานบรรเทาทุกข์และจัดหางานแห่งสหประชาชาติสำหรับผู้ลี้ภัยชาวปาเลสไตน์ในตะวันออกใกล้ (UNRWA) ซึ่งเปรียบเหมือนกระดูกสันหลังของความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในฉนวนกาซา และหันมาก่อตั้งมูลนิธิมนุษยธรรมเพื่อกาซา (GHF) ร่วมกับสหรัฐ ในการจัดส่งมอบความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมให้กับชาวกาซา แต่ก็เกิดเสียงวิจารณ์ถึงแนวทางในการแจกจ่ายความช่วยเหลือที่อันตรายและอาจไม่เพียงพอต่อความต้องการ

จนถึงตอนนี้ การโจมตีของอิสราเอลทำให้มีผู้เสียชีวิตในฉนวนกาซาไปแล้วกว่า 66,000 คน แต่ในช่วงของการสู้รบ 2 ปีก็มีช่วงเวลาแห่งความหวังและสันติภาพอยู่บ้าง อิสราเอลและกลุ่มฮามาสบรรลุข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวไปแล้ว 2 ครั้งในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2023 และอีกครั้งในระหว่างเดือนมกราคมถึงมีนาคม 2025 โดยในช่วงของการหยุดยิง ฮามาสปล่อยตัวประกันไปแล้วทั้งสิ้น 140 คน ทำให้ตอนนี้ยังเหลือตัวประกันอยู่ในฉนวนกาซา 47 คน ซึ่งในจำนวนนี้ 25 คนคาดว่าจะเสียชีวิตแล้ว

Advertisement

อิสราเอลยังยกระดับการโจมตีออกไปนอกเหนือจากกลุ่มฮามาสและพื้นที่ฉนวนกาซา โดยหันไปโจมตีกลุ่มที่ให้การสนับสนุนฮามาสในอิหร่าน เลบานอน และเยเมน แสดงให้เห็นว่าเนทันยาฮูไม่เกรงกลัวการถูกตอบโต้กลับหรือเสียงก่นด่าจากนานาชาติ และพร้อมทำทุกอย่างเพื่อกำจัดกลุ่มฮามาสให้ได้ แม้ว่าทุกการโจมตีในฉนวนกาซาหรือประเทศในตะวันออกกลางจะยิ่งทำให้การเจรจาสันติภาพมีความซับซ้อนขึ้น เพราะความตึงเครียดเพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณ

อย่างไรก็ตาม ความมุทะลุและไม่สนใจเสียงวิจารณ์ของอิสราเอลก็ส่งผลเสียต่ออิสราเอลเองในแง่ของภาพลักษณ์ในเวทีโลก ประเทศต่างๆ เปลี่ยนท่าทีที่มีต่ออิสราเอลจากเดิมที่มีความเห็นใจต่ออิสราเอลที่โดนกลุ่มฮามาสบุกโจมตีในปี 2023 กลายเป็นอิสราเอลถูกนานาชาติโดดเดี่ยวมากขึ้น หลายประเทศ เช่น อังกฤษ ออสเตรเลีย ฝรั่งเศส เบลเยียม โปรตุเกส และแคนาดา ออกมาประกาศรับรองรัฐปาเลสไตน์ในการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ (UNGA) เมื่อปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา แม้ว่าประเทศเหล่านั้นจะเป็นพันธมิตรสำคัญของสหรัฐ ซึ่งเป็นพันธมิตรหลักของอิสราเอลอีกที แน่นอนว่าสหรัฐและประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกมาวิจารณ์ที่หลายประเทศรับรองรัฐปาเลสไตน์ บอกว่าจะเหมือนเป็นการตบรางวัลให้กลุ่มฮามาสที่บุกโจมตีอิสราเอลเมื่อเกือบ 2 ปีก่อน แต่ชาติเหล่านั้นรู้สึกว่าพวกเขาไม่สามารถนิ่งเฉยต่อปฏิบัติการและพฤติกรรมของอิสราเอลได้อีกต่อไป ถึงขนาดที่ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศสบอกกับทรัมป์ว่า สหรัฐเป็นชาติเดียวที่ยุติสงครามกาซาได้ เพราะสหรัฐเป็นคนที่ส่งอาวุธให้อิสราเอลใช้ทำสงครามในฉนวนกาซา

ความมั่นใจและความบ้าบิ่นเกินตัวของเนทันยาฮูทำให้อิสราเอลทำการโจมตีกรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ เพื่อพุ่งเป้าสังหารทีมเจรจาหยุดยิงและผู้นำฮามาส ทั้งที่กาตาร์จะเป็นพันธมิตรสำคัญของสหรัฐในตะวันออกกลาง ในตอนแรกเนทันยาฮูไม่มีทีท่าว่าจะเกรงกลัวกับผลสืบเนื่องตามมา บอกว่าผู้ก่อการร้ายไม่ควรได้รับการคุ้มครองไม่ว่าจะอยู่ในประเทศใดก็ตาม แต่นั่นทำให้สหรัฐโดยเฉพาะทรัมป์ไม่พอใจอิสราเอลอย่างมาก จนล่าสุด เนทันยาฮูต้องออกมาขอโทษกาตาร์และรับปากว่าจะไม่ทำการโจมตีกาตาร์อีก ยิ่งเน้นย้ำคำกล่าวของมาครงว่ามีแค่สหรัฐเท่านั้นที่หยุดอิสราเอลได้

ล่าสุด ทรัมป์และเนทันยาฮูเห็นชอบแผนสันติภาพกาซาฉบับใหม่ 20 ข้อ มีเนื้อหาใจความหลักคืออิสราเอลต้องหยุดการโจมตีฉนวนกาซา ถอนกำลังไปอยู่ในตำแหน่งที่ตกลงกัน และจะต้องไม่ยึดครองหรือผนวกฉนวนกาซา ฉนวนกาซาจะอยู่ภายใต้การบริหารปกครองชั่วคราวของคณะกรรมการปาเลสไตน์ ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการสันติภาพ (Board of Peace) คณะทำงานระหว่างประเทศชั่วคราวที่มีทรัมป์เป็นประธาน จนกว่าองค์การบริหารปาเลสไตน์ (Palestinian Authority) จะปฏิรูปครั้งใหญ่เสร็จสิ้น อีกหนึ่งข้อสำคัญในแผนสันติภาพกาซาคือ จะไม่มีใครถูกบังคับให้ออกจากฉนวนกาซา ส่วนผู้ที่ต้องการออกจากก็สามารถกลับเข้ามาในกาซาได้เช่นกัน และเมื่อมีการพัฒนากาซาและการปฏิรูปองค์การบริหารปาเลสไตน์แล้ว เงื่อนไขต่างๆ ก็อาจพร้อมที่จะนำไปสู่การกำหนดการปกครองตนเองและการเป็นรัฐปาเลสไตน์

หลายประเทศทั้งในยุโรปและตะวันออกกลางออกมาชื่นชมแผนสันติภาพดังกล่าวของทรัมป์และเนทันยาฮู โดยบอกว่าอาจเป็นแสงสว่างในปลายอุโมงค์ เพราะเนื้อหาในแผนเป็นการบอกเป็นนัยถึงการใช้แนวทางแก้ปัญหาสองรัฐ ซึ่งเป็นสิ่งที่แทบทุกประเทศอยากเห็น แผนสันติภาพฉบับใหม่อาจช่วยให้อิสราเอลถูกโดดเดี่ยวน้อยลง และอาจปูทางให้เนทันยาฮูไปสู่การหาเสียงเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในเดือนตุลาคมปีหน้า เพราะโพลสำรวจความคิดเห็นของสถาบันประชาธิปไตยพบว่าชาวอิสราเอล 66% เชื่อว่าถึงเวลาแล้วที่จะยุติสงครามในฉนวนกาซา เนทันยาฮูรู้ว่าการเห็นชอบแผนสันติภาพของทรัมป์อาจทำให้แนวร่วมรัฐบาลฝ่ายขวาจัดของเขาล้มลง เพราะรัฐมนตรีขวาจัดหลายคนไม่เห็นด้วยกับข้อตกลงสันติภาพกาซา แต่นั่นอาจทำให้ชาวอิสราเอลเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อเนทันยาฮูว่าเขาสามารถนำสันติภาพกลับมาและฟื้นฟูความสัมพันธ์กับชาติอาหรับได้อีกครั้ง แต่ในขณะเดียวกัน แผนสันติภาพนี้เป็นการโยนแรงกดดันกลับไปหากลุ่มฮามาสทันที เพราะต้องรีบให้คำตอบแก่ทรัมป์และเนทันยาฮูโดยเร็ว ไม่เช่นนั้นอิสราเอลจะ “ปิดจ็อบ” ทุกอย่างในฉนวนกาซาเอง แม้จะมีการเสนอแผนสันติภาพ แต่อิสราเอลยังคงมุ่งดำเนินปฏิบัติการภาคพื้นดินในฉนวนกาซาต่อไป เช่น การสั่งให้พลเรือนปาเลสไตน์ออกจากเมืองกาซาทั้งหมด ใครที่ไม่อพยพออกไปจะถือว่าเป็นผู้ก่อการร้าย หรือผู้ให้การสนับสนุนการก่อการร้าย

ไม่มีใครตอบได้ว่าอนาคตของฉนวนกาซาจะเป็นอย่างไร แต่เชื่อว่าไม่มีใครอยากเห็นสงครามนี้ลากยาวออกไปอีกแม้แต่ปีเดียว เดือนเดียว หรือแค่วันเดียว ความสูญเสียที่เกิดขึ้นทั้งในอิสราเอล ฉนวนกาซา หรือหลายประเทศอาจเป็นบทเรียนสำคัญให้กับโลกว่า สันติภาพได้มายากแค่ไหน ซึ่งเน้นย้ำถึงความจำเป็นที่เราต้องเร่งลดความตึงเครียดและคลี่คลายความขัดแย้ง เพื่อไม่ให้ชีวิตต้องดับสูญมากไปกว่านี้