หน้าแรก ต่างประเทศ คกก.สิทธิฯกัม...

คกก.สิทธิฯกัมพูชา ร้องข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนยูเอ็น จี้จัดการไทย ทำสงครามจิตวิทยาคุกคาม

18.10.25 | 13:46 น.

คกก.สิทธิฯกัมพูชา ร้องข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนยูเอ็น จี้จัดการไทย ทำสงครามจิตวิทยาคุกคาม

เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม เฟรชนิวส์ สื่อกัมพูชารายงานว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน (CHRC) ของกัมพูชา ได้ทำหนังสือถึงนายโวลเกอร์ เติร์ก ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ลงวันที่ 17 ตุลาคม ระบุเน้นย้ำถึงคำร้องลงวันที่ 11 ตุลาคม 2568 ของกัมพูชาซึ่งแสดงความกังวลเกี่ยวกับการใช้เสียงรบกวนของฝ่ายไทย ซึ่งเป็นวิธีการข่มเห่ง ข่มขู่และคุกคามทางจิตวิทยาตามแนวชายแดนกัมพูชา-ไทย โดยครั้งนี้ CHRC ยังเรียกร้องให้สำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) เร่งดำเนินมาตรการอย่างทันท่วงทีและเป็นรูปธรรมเพื่อจัดการกับปัญหานี้

ในหนังสือที่ส่งถึงหน่วยงานยูเอ็น CHRC ได้อ้างถึงสื่อไทยที่รายงานว่าขบวนรถติดตั้งเครื่องขยายเสียงขนาดใหญ่ได้รวมตัวกันที่บริเวณบ้านหนองจานเพื่อกระจายเสียงระหว่างวันที่ 17-19 ตุลาคม ระบบเสียงเหล่านี้ได้ปล่อยเสียงดังรุนแรงเกินระดับความปลอดภัยที่มนุษย์ควรได้รับ การกระทำใดๆ ที่ก่อให้เกิดเสียงดังเช่นนี้ ถือเป็นการจงใจทำลายสุขภาพและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างรุนแรง และการปล่อยเสียงดังกล่าวเป็นภัยคุกคามต่อชาวบ้านในหมู่บ้านจุกเจย์ รวมถึงผู้หญิง เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยและผู้พิการ การกระทำที่ยั่วยุและเป็นปรปักษ์เช่นนี้ เป็นตัวอย่างของการใช้กฎแห่งป่า ซึ่งถือเป็นการละเมิดบรรทัดฐานทางกฎหมายระหว่างประเทศอย่างชัดเจน

CHRC ยังอ้างถึงบุคคลสาธารณะของไทย เช่น สมาชิกวุฒิสภา เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย ที่ปรึกษาองค์กร ฮิวแมนไรท์สวอทช์ และผู้นำพรรคการเมือง ที่ต่างยอมรับว่าการใช้เสียงก่อกวนดังกล่าวเพื่อข่มขู่ทางจิตใจต่อกัมพูชา ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนและกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง โดยเฉพาะภายใต้อนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการปฏิบัติหรือการลงโทษอื่นๆ ที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรี (CAT)

จากสถานการณ์ดังกล่าว CHRC ขอเรียกร้องให้ OHCHR ดำเนินมาตรการที่เป็นรูปธรรมและอย่างทันท่วงที รวมถึงการจัดส่งคณะสังเกตการณ์ไปยังพื้นที่ชายแดนกัมพูชา-ไทยที่มีรายงานการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงเกิดขึ้นโดยเร็วที่สุด

Advertisement

CHRC เน้นย้ำว่าการไม่ดำเนินการอย่างทันท่วงทีและเป็นรูปธรรม อาจถูกตีความได้ว่าเป็นการยอมรับโดยปริยาย หรือเพิกเฉยต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนและกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง ซึ่งการเพิกเฉยเช่นนี้อาจก่อให้เกิดบรรทัดฐานที่เป็นอันตรายของการไม่ต้องรับผิด ซึ่งจะบั่นทอนความน่าเชื่อถือและประสิทธิภาพของระบบคุ้มครองสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ

พร้อมกันนี้ยังระบุว่า กัมพูชาได้หลีกเลี่ยงมาตรการตอบโต้โดยเจตนาแม้จะมีการยั่วยุอย่างต่อเนื่อง โดยกัมพูชาเคารพกลไกระหว่างประเทศและยึดมั่นในหลักนิติธรรม โดยตระหนักดีว่าการยกระดับใดๆ จะเป็นอันตรายต่อพลเรือนทั้งสองฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิทธิขั้นพื้นฐานในการดำรงชีวิตและความมั่นคงปลอดภัย