ย่ำถนน สัมผัสประวัติศาสตร์ ดื่มด่ำธรรมชาติ บนเสน่ห์แห่งกว่างซี
ชาวจ้วงเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่ตั้งหลักแหล่งอยู่ที่เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงในทางตอนใต้ของจีน ถือเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีประชากรมากที่สุดในประเทศ และมีประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่สามารถสืบย้อนกลับไปได้กว่า 3,000 ปี โดยชาวจ้วงยังมีความสัมพันธ์ทางเครือญาติกับกลุ่มชาติพันธุ์ไทด้วย
จากการมีประชากรกว่า 12 ล้านคน ชาวจ้วงนับเป็นกลุ่มเครือญาติไทที่มีประชากรมากที่สุดนอกแผ่นดินไทย ซึ่งภาษาจ้วงและภาษาไทยต่างอยู่ในตระกูลภาษาเดียวกัน ขณะที่นายสุจิตต์ วงษ์เทศ ก็เคยเขียนไว้ว่าวัฒนธรรมของชาวจ้วงคือวัฒนธรรมไทยโบราณที่มีความเก่าแก่ เป็นอารยธรรมแรกเริ่มของภูมิภาคนี้ ก่อนที่อารยธรรมจีนและอินเดียจะเข้ามามีอิทธิพลในยุคต่อมา

กว่างซีเป็นดินแดนที่สะท้อนถึงความอุดมสมบูรณ์และความงดงามของธรรมชาติอย่างชัดเจน มีหนานหนิงเป็นศูนย์กลางการปกครองและเศรษฐกิจและได้รับขนานนามว่าเป็นเมืองสีเขียว โดยทางการท้องถิ่นมีความมุ่งมั่นในการพัฒนาเมืองบนพื้นฐานของแนวคิดการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม สะท้อนออกมาในการวางผังเมืองอย่างรอบด้านอย่างโครงการสิ่งแวดล้อมขนาดใหญ่ การเพิ่มพื้นที่สีเขียวในเมือง ตลอดจนการส่งเสริมระบบคมนาคมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
นอกจากนี้ หนานหนิงยังมีความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับภูมิภาคอาเซียน เนื่องจากมีทำเลที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์ที่เปรียบเสมือนสะพานเชื่อมระหว่างจีนและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเป็นเมืองเจ้าภาพถาวรของงานมหกรรม China-ASEAN Expo (CAEXPO) ซึ่งจัดอย่างต่อเนื่องมาแล้วถึง 22 ปี
ย่านสามถนนสองตรอกหรือที่คนท้องถิ่นเรียกกันว่า ‘ซาน เจี่ย เหลี่ยง เสียง’ เป็นหนึ่งในย่านที่เก่าแก่ที่สุดในเมืองหนานหนิง ประกอบไปด้วยถนนซิงหนิง ถนนหมินเซิ่งและถนนเจี้ยฟ่าง พร้อมด้วยตรอกโบราณสองแห่งได้แก่ตรอกจินซือและตรอกหยินซือ โดดเด่นด้วยสถานปัตยกรรมแบบหลิงหนาน และในยามค่ำคืนตรอกซอยแห่งนี้คึกคักไปด้วยผู้คน มีพ่อค้าแม่ค้าที่นำสินค้าหัตถกรรมมาจำหน่าย ควบคู่ไปกับสตรีทฟู้ดที่พลาดไม่ได้อย่างเต้าหู้เหม็นหรือ ‘โช่ว โต่วฟู’, บะหมี่เพื่อนเก่าหรือ ‘เล่า โหย่ว เฝิ่น’ ซึ่งมีรสชาติเปรี้ยว เผ็ด เค็มรวมกันอย่างลงตัว ตลอดจนผลไม้ดองที่ช่วยเพิ่มความสดชื่นอีกด้วย

หลิ่วโจวเป็นหนึ่งในพื้นที่อุตสาหกรรมสำคัญของมณฑลกวางซี โดยเป็นฐานการผลิตของวู่หลิง (Wuling) หนึ่งในค่ายรถยนต์ไฟฟ้าชั้นนำระดับโลก ขณะเดียวกันหลิ่วโจวก็มี ‘หลัวซือเฝิ่น’ หรือเส้นหมี่หอยหวานเป็นอาหารท้องถิ่นที่มีชื่อเสียง อัดแน่นไปด้วยผักบุ้งสด ผักดอง ถั่วลิสงคั่ว และเต้าหู้ทอด บางร้านยังเติมตีนไก่ลงไปด้วย รสชาติของเมนูนี้จะมีความเผ็ดและเปรี้ยวอย่างลงตัว หากไม่ได้รับประทานก็เหมือนกับว่าไม่ได้ไปเยื่อนหลิ่วโจวอย่างแท้จริง
ถ้าต้องการดื่มด่ำกับธรรมชาติอย่างเต็มที่ กุ้ยหลินคือจุดหมายปลายทางที่ไม่ควรพลาด โดยเฉพาะแม่น้ำหลีเจียง ซึ่งเป็นภาพที่ปรากฏบนธนบัตร 20 หยวนของจีน โดยมีทิวทัศน์ที่งดงาม รายล้อมไปด้วยภูเขาเชียวชอุ่มสูงตระหง่าน มีสำนวนจีนที่กล่าวว่า “แม่น้ำหลีเจียงยาวร้อยลี้ เสมือนระเบียงจิตรกรรมธรรมชาติร้อยลี้” สะท้อนความงามและความสมบูรณ์ของธรรมชาติแห่งนี้ได้อย่างเหมาะสม นอกจากนี้ หนึ่งในสถานที่ที่ควรไปคือ ตึกเซียวเหยา โดยตึกนี้เป็นหอประตูเมืองทางทิศตะวันออกของกำแพงเมืองในสมัยราชวงศ์ถัง และเป็นสถานที่สำหรับนักปราชณ์ในการเขียนบนกวี วาดภาพ และชมวิวทิวทัศน์ โดยจากระเบียงก็จะสามารถเห็นแม่น้ำหลีเจียง อุทยานจือโจว และเขตท่องเที่ยวฉีซิงด้วย

ไม่ไกลจากนั้นคือ ตรอกตะวันตกตะวันออก ซึ่งเป็นตรอกโบราณเพียงแห่งเดียวในเมืองกุ้ยหลินที่ยังคงหลงเหลือมาจากสมัยราชวงศ์หมิงและชิง อาคารเก่าและทางเดินหินโบราณได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างดีอบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งอดีตกาลได้อย่างชัดเจน ภายในตรอกมีร้านค้าหลากหลายประเภทให้นักท่องเที่ยวได้เลือกชม อีกทั้งยังสามารถลองสวมชุดพื้นเมืองของชนเผ่าต่างๆ เพื่อสัมผัสวัฒนธรรมท้องถิ่นได้อย่างใกล้ชิด อีกทั้ง ตามหลักฮวงจุ้ยของจีนโบราณ ตรอกแห่งนี้ยังถือเป็นจุดศูนย์รวมพลังของ ชิงหลง (มังกรเขียว) และ ไป๋หู่ (เสือขาว) ซึ่งเป็นสองในสี่สัตว์เทพตามความเชื่อจีนโบราณ นับเป็นสิริมงคลแก่ผู้มาเยือน
สำหรับแลนมาร์กของเมืองคือเจดีย์พระอาทิตย์และเจดีย์พระจันทร์ ตั้งอยู่กลางทะเลสาบซานหูใจกลางเมืองกุ้ยหลิน และเป็นสัญลักษณ์ของความสมดุลของพลังหยิน-หยาง นอกจากนั้น กุ้ยหลินมีดอก ‘กุ้ยฮวา’ หรือที่คนไทยรู้จักในในชื่อดอกหอมหมื่นลี้ เป็นดอกไม้ประจำเมือง ด้วยกลิ่นหอมกรุ่นจับใจ ดอกกุ้ยฮวาถูกนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น น้ำหอม ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว ชาและ ‘กุ้ยฮวาเกา’ หรือขนมหอมหมื่นลี้ด้วย

หลิว หว่านอิง ชาวหนานนิง บอกว่า ในฐานะคนกวางซี สิ่งที่ภูมิใจมากที่สุดคือระบบนิเวศน์ของที่นี่ ป่าของกว่างซีกว้างใหญ่ไพศาลและเป็นเขตปลูกผลไม้ที่ใหญ่ที่สุดในจีน ทำให้สามารถลิ้มรสผลไม้หวานอร่อยทุกชนิดได้ตลอดทั้งปี กวางซียังเป็นโลเคชั่นยอดนิยมสำหรับงานถ่ายทำละครและภาพยนตร์ เช่น The Journey of Flower ก็เคยมาถ่ายทำที่ฉงจั่วด้วย ที่พิเศษก็คือ มีเทศกาลซานเยว่ซาน หรือเทศกาลขับร้องลำนำของชาวจ้วง ซึ่งเป็นวันหยุดราชการยาวถึง 3 วัน และมีเฉพาะในกว่างซีที่เดียวเท่านั้น
หากอยากย้อนกลับไปตามรอยต้นกำเนิดของชาวไท การเดินทางสู่กว่างซีก็เปรียบได้กับการเดินทางข้ามกาลเวลา เพื่อไปสัมผัสกับเครือญาติผู้ร่วมรากเหง้าเดียวกัน

