หน้าแรก ต่างประเทศ ฮุน มาเนต เปิ...

ฮุน มาเนต เปิดยุทธศาสตร์ ‘เงียบแต่ไม่เงียบ’ พากัมพูชาพ้นสงคราม สู่ข้อตกลงสันติภาพ

21.10.25 | 15:09 น.

ฮุน มาเนต เปิดยุทธศาสตร์ ‘เงียบแต่ไม่เงียบ’ พากัมพูชาพ้นสงคราม สู่ข้อตกลงสันติภาพ

เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม เว็บไซต์ Freshnews รายงานว่า ไม่กี่วันก่อนการลงนามในข้อตกลงสันติภาพกัวลาลัมเปอร์ ระหว่างไทยกับกัมพูชา ที่อาจจะยุติความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชาได้อย่างเป็นทางการ ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้ย้ำชัดว่า สันติภาพไม่ได้เกิดจากโชคหรือความบังเอิญ แต่เกิดจากยุทธศาสตร์ที่ชาญฉลาดและวางแผนมาเป็นอย่างดี ซึ่งดำเนินการด้วยความอดทนและเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ

ในบริบท วลีที่ ฮุน มาเนต ระบุว่า “เราเงียบ แต่ไม่เงียบ” ได้กลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญของภาวะผู้นำที่ชาญฉลาด ที่นำพาประเทศให้หลุดพ้นจากวิกฤตสงครามครั้งใหม่ แม้จะเผชิญกับความตึงเครียดและการยั่วยุอย่างต่อเนื่อง

ในช่วงเวลาที่โลกหวาดกลัวว่า สงครามอาจจะปะทุขึ้นได้ทุกเมื่อ แม้กระทั่งหลังจากการหยุดยิงเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม นายกรัฐมนตรี ฮุน มาเนต ได้แสดงให้เห็นว่า ความคิดที่เข้มแข็ง มีเหตุผล ปัญญา และความแข็งแกร่งภายใน สามารถบรรเทาความตึงเครียดและป้องกันไม่ให้เปลวเพลิงแห่งสงครามหวนกลับมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ดังนี้ นายกฯฮุน มาเนต ได้อธิบายไว้ว่า “เงียบแต่ไม่เงียบ” ไม่ใช่ข้อความเงียบเฉยที่ไร้พลัง หากแต่เป็นสัญญาณของวินัยและความสงบเยือกเย็น โดยยึดหลักสันติภาพเป็นหัวใจสำคัญของทุกการตัดสินใจและการแก้ปัญหา นี่คือปรัชญาทางการเมืองที่แสดงให้เห็นว่า สันติภาพสามารถบรรลุได้ด้วยสติปัญญาและความรับผิดชอบ ไม่ใช่ด้วยอาวุธหรือความโกรธ

Advertisement

ในช่วง 3 เดือนนับตั้งแต่การหยุดยิงเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม แถลงการณ์ของ ฮุน มาเนต ในพิธีเปิดสนามบินนานาชาติเตโช เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2568 ได้ตอบและชี้แจงคำถามจากนักวิจารณ์ที่เข้าใจผิดว่า ความเงียบและความอดทนของรัฐบาล คือความอ่อนแอ

“นักแก้ปัญหาทำงานตลอด 24 ชั่วโมง พวกเขาไม่เพียงแต่มองที่เดียว แต่มองไปทุกที่ เกิดอะไรขึ้นข้างหน้า เกิดอะไรขึ้นบ้าง แล้วผู้ลี้ภัยล่ะ เมื่อนักศึกษา ต้องอพยพออกจากบ้านเพราะสงคราม เราจะช่วยเหลือพวกเขาได้อย่างไร? หลายคนสูญเสียผลผลิตทางอาหารและอาชีพการงาน เราจะสนับสนุนพวกเขาได้อย่างไร เราพิจารณาสิ่งเหล่าทั้งหมด นั่นคือ ความหมายของการเงียบ แต่ไม่เงียบ”

แนวทาง “เงียบแต่ไม่เงียบ” นี้ เผยให้เห็นถึงศักยภาพทางการเมืองและยุทธศาสตร์ของผู้นำรุ่นใหม่ ซึ่งสามารถป้องกันสถานการณ์ที่เปราะบางไม่ให้บานปลายกลายเป็นสงครามใหญ่ครั้งที่ 2 ได้ ท้ายที่สุดแล้ว ได้นำความขัดแย้งมาสู่เส้นทางการแก้ไขโดยสันติผ่านความร่วมมือกับชุมชนระหว่างประเทศและประเทศเพื่อนบ้าน

การตัดสินใจของนายกรัฐมนตรียืนยันว่า ความอดทนภายใต้ยุทธศาสตร์ “เงียบแต่ไม่เงียบ” ไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่เป็นอาวุธทางการเมืองอันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเป็นหลังที่ปกป้องทั้งสันติภาพและอธิปไตยของชาติ

ด้วยยุทธศาสตร์ใหม่นี้ ซึ่งตั้งอยู่บนความอดทนและการทูตอย่างมีเหตุผล นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างกัมพูชากับไทยนั้น ตั้งอยู่บน 2 แนวทางพื้นฐาน ได้แก่

1.การป้องกันไม่ให้สงครามลุกลาม การควบคุมความขัดแย้ง การลดความเสี่ยง การฟื้นฟูเสถียรภาพ และการรับรองการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง
2.การระงับข้อพิพาทผ่านกลไกทางกฎหมายและการทูต สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ และหลักการของอาเซียน ในการแก้ไขความขัดแย้งโดยสันติ ที่ได้รับการยอมรับมายาวนาน

ฮุน มาเนต ระบุว่า ตลอด 3 เดือนที่ผ่านมา หลักการ “เงียบแต่ไม่เงียบ” ได้ถูกนำมาปฏิบัติอย่างแพร่หลาย โดยมุ่งหวังที่จะฟื้นฟูสถานการณ์ ยุติความตึงเครียดทั้งสองฝ่าย และกลับสู่แนวทางการแก้ปัญหาอย่างสันติภายใต้หลักการที่เรายึดถือกันมาโดยตลอด พร้อมกับขอให้ทุกคนเชื่อมั่นในแนวทางที่ว่า การยุติความขัดแย้ง ปกป้องประชาชน ปกป้องดินแดนและกองกำลังของเรา และแก้ไขปัญหาชายแดนผ่านกลไกทางกฎหมายและความร่วมมือทวิภาคี ไม่ใช่การใช้กำลัง

ทั้งนี้ การมีส่วนร่วมของชุมชนระหว่างประเทศและเพื่อนบ้านที่เป็นมิตรของกัมพูชา เป็นสิ่งสำคัญต่อความสำเร็จของยุทธศาสตร์ “เงียบแต่ไม่เงียบ” ของรัฐบาลกัมพูชา โดย ฮุน มาเนต ได้ขอบคุณทั้ง ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐ, นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย, ประเทศจีน รวมไปถึงเลขาธิการสหประชาชาติ, ประธานาธิบดีฝรั่งเศส และผู้นำโลกอีกหลายคน ที่ช่วยกันดับไฟสงครามระหว่างกัมพูชากับไทย

ซึ่งการมีส่วนร่วมระหว่างประเทศอย่างกว้างขวางนี้ แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า กัมพูชาไม่ได้โดดเดี่ยวบนเวทีโลก แต่เป็นประเทศแห่งมิตรภาพ ความน่าเชื่อถือ และความเคารพในระดับนานาชาติ

ฮุน มาเนต ยังได้ขอบคุณคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราวอาเซียน (IOT) ที่ช่วยเฝ้าระวังและป้องกันความรุนแรงที่กลับมาเกิดขึ้นใหม่ตามแนวชายแดน และว่า ในขณะคนอันใกล้ คณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) ชุดใหม่ ที่จะยังคงเฝ้าระวังประสานงาน และสนับสนุนการฟื้นฟูเสถียรภาพและสันติภาพที่ยั่งยืน
สำหรับข้อตกลงสันติภาพ กัมพูชา-ไทย ที่จะลงนามในวันที่ 26 ตุลาคม 2025 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ที่คาดว่าจะเป็นบทสรุประหว่างสองประเทศ ตามการเปิดเผยของนาย ปรัก สุคน รัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชา ระบุว่ามีดังนี้

  • การเคารพการหยุดยิงและอธิปไตยของแต่ละประเทศ
  • การฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูต
  • ความร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติและการหลอกลวงทางออนไลน์
  • ปฏิบัติการร่วมกันในการกวาดล้างทุ่นระเบิดและการเคลื่อนย้ายอาวุธหนักออกจากชายแดน
  • การปล่อยตัวทหารกัมพูชา 18 นายที่ถูกไทยควบคุมตัวโดยทันที
  • ความมุ่งมั่นอีกครั้งในการอยู่ร่วมกันอย่างสันติในฐานะเพื่อนบ้านที่ถาวรและการแก้ไขข้อพิพาทด้วยวิธีการที่ปราศจากความรุนแรงและความถูกต้องตามกฎหมาย

ซึ่งคาดว่าสิ่งเหล่านี้จะเป็นรากฐานของสันติภาพที่ยั่งยืน เปิดบทใหม่ของมิตรภาพ เสถียรภาพ และความเจริญรุ่งเรืองระหว่างกัมพูชาและไทย

บทสรุปของบทความนี้ ระบุว่า ความอดทนของนายกฯ ฮุน มาเนต ไม่ใช่สัญญาณของความอ่อนแอ หากแต่เป็นภาพสะท้อนของสติปัญญาเชิงยุทธศาสตร์ นั่นคือการนำหลักคำสอน “เงียบแต่ไม่เงียบ” มาใช้อย่างชาญฉลาด ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่า พลังแห่งปัญญาและความตระหนักรู้ สามารถเอาชนะอำนาจของอาวุธได้
ด้วยแนวทางนี้ กัมพูชาได้ก้าวข้ามจากความเปราะบางของสงคราม ไปสู่การฟื้นฟูสันติภาพ โดยอาศัยความอดทน ความเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ และการควบคุมอารมณ์ เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า แม้แต่ประเทศเล็กๆ ก็สามารถเอาชนะได้ ไม่ใช่ด้วยการพึ่งพาอาวุธ แต่ด้วยการพึ่งพาสติปัญญา ความมุ่งมั่น และความสามัคคีของชาติ

และว่า ในประวัติศาสตร์ศตวรรษที่ 21 ยุทธศาสตร์ “เงียบแต่ไม่เงียบ” ของนายกรัฐมนตรี ฮุน มาเนต จะถูกจดจำในฐานะแบบอย่างอันศักดิ์สิทธิ์ของสติปัญญาทางการเมือง ซึ่งเป็นเส้นทางที่ทรงพลังและมีคุณธรรมที่ป้องกันความขัดแย้งที่กลับมาอีกครั้ง และพิสูจน์เห็นว่า “ความเงียบแห่งปัญญาสามารถทรงพลังยิ่งกว่าเสียงของอาวุธ”