ญี่ปุ่นเตรียมแจ้ง ‘ทรัมป์’ ลุยเสริมกำลังทหาร ยกระดับยุทธศาสตร์มั่นคง
โทชิมิทสึ โมเทกิ รัฐมนตรีต่างประเทศญี่ปุ่นคนใหม่ กล่าวเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม ว่า ญี่ปุ่นวางแผนที่จะแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการเสริมกำลังทหารให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น เพื่อให้สามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็วต่อสภาพความเป็นจริงในการทำสงครามที่เปลี่ยนแปลงไป และความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นในภูมิภาค เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ เดินทางเยือนกรุงโตเกียวในสัปดาห์หน้า
คาดว่าทรัมป์จะเข้าพบกับนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทากาอิชิ ของญี่ปุ่นในวันที่ 28 ตุลาคม ซึ่งจะเป็นการพบกันครั้งแรกของผู้นำทั้งคู่ หลังทากาอิชิเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม และกลายเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของญี่ปุ่น
ทากาอิชิซึ่งในช่วงหลายสัปดาห์ก่อนหน้านี้ในการรับมือกับความขัดแย้งทางการเมืองภายในพรรคอย่างหนัก กำลังต้องเจอกับบททดสอบทางการทูตครั้งใหญ่ภายในเวลาเพียงไม่กี่วันหลังเข้ารับตำแหน่ง ทั้งการพบทรัมป์และการเข้าร่วมการประชุมสุดยอดระดับภูมิภาคสองเวทีสำคัญ คือการประชุมสุดยอดอาเซียนและประเทศคู่เจรจาที่มาเลเซีย กับการประชุมผู้นำเอเปคที่เกาหลีใต้
“เรากำลังเตรียมการอย่างรอบคอบสำหรับการเยือนของประธานาธิบดีทรัมป์” โมเทกิกล่าว และว่า เขาหวังว่าการพบกันระหว่างทรัมป์กับทากาอิชิ ในการเยือนญี่ปุ่นของทรัมป์ระหว่างวันที่ 27–29 ตุลาคม จะเป็นโอกาสให้ทั้งสองผู้นำหารือถึงแนวทางการเสริมสร้างพันธมิตรญี่ปุ่น–สหรัฐให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น พร้อมกับสร้างความสัมพันธ์ส่วนตัวที่ไว้เนื้อเชื่อใจกันได้มากขึ้น
โมเทกิยังกล่าวด้วยว่า ญี่ปุ่นหวังที่จะเพิ่มความร่วมมือกับเกาหลีใต้ รวมถึงประเทศพันธมิตรในภูมิภาคอื่นๆ เช่น ออสเตรเลียและฟิลิปปินส์ ขณะเดียวกันก็ต้องการรักษาความสัมพันธ์ที่มั่นคงและสร้างสรรค์กับจีน
ปัจจุบัน ญี่ปุ่นอยู่ระหว่างแผนเสริมกำลังทางทหารระยะเวลา 5 ปี หรือจนถึงปี 2027 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติ ที่รวมถึงการเพิ่มงบกลาโหมเป็นสองเท่าเป็น 2% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ทั้งยังรวมถึงการพัฒนาขีดความสามารถในการตอบโต้ด้วยขีปนาวุธพิสัยไกล ซึ่งนับเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จากหลักการป้องกันตนเอง ที่ญี่ปุ่นยึดถือภายใต้รัฐธรรมนูญสันติภาพ ตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2
การเป็นพันธมิตรของพรรคเสรีประชาธิปไตย (แอลดีพี) กับพรรคปฏิรูปญี่ปุ่น ซึ่งเป็นพรรคขวาจัด ที่เข้ามาแทนที่พรรคโคเมโตะซึ่งเป็นพรรคสายกลาง ก่อให้เกิดความกังวลว่ายุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงของญี่ปุ่นภายใต้ทากาอิชิ ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นสายเหยี่ยวด้านความมั่นคง อาจนำพาญี่ปุ่นไปสู่บทบาทเชิงรุกทางทหารมากขึ้น
โมเทกิกล่าวว่า การเสริมสร้างขีดความสามารถทางทหารของญี่ปุ่นเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อปรับตัวให้เข้ากับสงครามรูปแบบใหม่ที่กำลังเกิดขึ้น เช่น การโจมตีด้วยโดรนในสงครามยูเครน รวมถึงการรับมือกับ รวมถึงการรับมือกับการโจมตีทางไซเบอร์ รัฐบาลญี่ปุ่นจะทบทวนแผนการนี้อย่างจริงจัง และเราหวังว่าจะสามารถนำเสนอแผนของเราให้ฝ่ายสหรัฐเข้าใจอย่างชัดเจน
ญี่ปุ่นยังคาดว่าจะต้องเผชิญกับแรงกดดันจากทรัมป์ให้เพิ่มงบกลาโหมขึ้นไปถึงระดับเดียวกับนาโตที่ประมาณ 5% ของจีดีพี รวมถึงให้ซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ราคาแพงจากสหรัฐมากขึ้น และเพิ่มการสนับสนุนทางการเงินสำหรับกองทัพสหรัฐราว 50,000 นายที่ประจำอยู่ในญี่ปุ่น ภายใต้ข้อตกลงความมั่นคงทวิภาคี
โมเทกิกล่าวว่า การป้องกันประเทศของเราควรตั้งอยู่บนการตัดสินใจของเราเอง สิ่งสำคัญไม่ใช่จำนวนงบประมาณหรือสัดส่วนต่อจีดีพี แต่คือเนื้อหาว่ามีอะไรอยู่ในนั้นต่างหาก
โมเทกิยังหวังว่าเขาจะได้พบกับนายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ ในเร็วๆ นี้ เพื่อหารือเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเสริมสร้างขีดความสามารถในการป้องปรามและตอบโต้ภัยคุกคามของพันธมิตรญี่ปุ่น–สหรัฐ

