เปิดโปง ‘สึนามิที่ซ่อนอยู่’ ขยะอิเล็กทรอนิกส์จากสหรัฐ ท่วมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
สำนักข่าวเอพีเปิดเผยรายงานฉบับใหม่ของ เครือข่ายปฏิบัติการบาเซิล (Basel Action Network) หรือ BAN ที่เผยแพร่ เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม ระบุว่า ขยะอิเล็กทรอนิกส์หลายล้านตันที่ถูกทิ้งจากสหรัฐอเมริกาและส่งไปยังต่างประเทศ ส่วนใหญ่เป็นประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งไม่มีความพร้อมในการจัดการกับกากของเสียอันตรายได้อย่างปลอดภัย
BAN ซึ่งมีฐานที่ตั้งอยู่ที่นครซีแอตเติล สหรัฐอเมริกา ระบุว่า จากการสืบสวนเป็นเวลา 2 ปี ในอย่างน้อย 10 บริษัทของสหรัฐ ที่ส่งออกอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ใช้แล้ว ไปยังเอเชียและตะวันออกกลาง ซึ่งเครือข่ายระบุว่า เป็น “สึนามิที่ซ่อนอยู่” ของขยะอิเล็กทรอนิกส์
รายงานระบุว่า สึนามิขยะอิเล็กทรอนิกส์ลูกใหม่ที่แทบจะมองไม่เห็นนี้ กำลังเกิดขึ้น เพื่อเพิ่มผลกำไรที่สูงอยู่แล้วของภาคธุรกิจรีไซเคิลอิเล็กทรอนิกส์ ขณะเดียวกัน ก็ปล่อยให้ขยะอุปกรณ์ด้านไอทีจำนวนมากของสาธารณชนและองค์กรในอเมริกาถูกส่งออกไปอย่างลับๆ และนำไปแปรรูปภายใต้สภาพที่เป็นอันตรายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ขยะอิเล็กทรอนิกส์ หรือ อี-เวสต์ ซึ่งรวมถึงอุปกรณ์ที่ไม่ใช้แล้ว อย่าง โทรศัพท์ และคอมพิวเตอร์ ที่มีวัสดุทั้งที่มีมูลค่า และวัสดุที่เป็นอันตราย อย่าง ตะกั่ว แคดเมียม และสารปรอท ในขณะที่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เหล่านี้มีการเปลี่ยนใหม่ที่เร็วขึ้น ขยะอิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลก ก็กำลังเพิ่มขึ้นในอัตราที่เร็วกว่าการนำไปรีไซเคิลอย่างเป็นทางการถึง 5 เท่า
จากรายงานของ สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ITU) แห่งสหประชาชาติ และ UNITAR หน่วยงานวิจัยของ ITU ระบุว่า ในปี 2022 โลกผลิตขยะอิเล็กทรอนิกส์มากถึงราว 62 ล้านตัน และคาดว่าจะพุ่งสูงขึ้นเป็น 82 ล้านตัน ในปี 2030
ข่าวระบุว่า ขณะที่ขยะอิเล็กทรอนิกส์ ของสหรัฐ ได้เพิ่มภาระไปทั่วเอเชีย ซึ่งเป็นทวีปที่มีขยะอิเล็กทรอนิกส์คิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของปริมาณรวมทั่วโลก โดยขยะส่วนใหญ่ถูกนำไปทิ้งในหลุมฝังกลบ จนทำให้มีสารเคมีที่เป็นพิษไหลซึมลงสู่สิ่งแวดล้อม ขณะที่บางส่วนไปจบลงที่ลานเศษซากไม่เป็นทางการ ที่คนงานจะทำการเผาหรือแยกชิ้นส่วนอุปกรณ์ด้วยมือ และมักจะไม่มีอุปกรณ์ป้องกัน จนทำให้เกิดการปล่อยไอพิเศษและเศษซากที่เป็นอันตรายออกมา
รายงานระบุว่า ในแต่ละเดือน มีตู้คอนเทนเนอร์บรรจุอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ใช้แล้ว ราว 2,000 ตู้ คิดเป็นน้ำหนักราว 33,000 ตัน ถูกขนส่งออกจากท่าเรือของสหรัฐ โดยบริษัทที่อยู่เบื้องหลังการขนส่งเหล่านี้ ที่ถูกเรียกว่า “นายหน้าค้าขยะอิเล็กทรอนิกส์” โดยทั่วไปแล้ว จะไม่นำขยะไปรีไซเคิลด้วยตนเอง แต่จะส่งต่อไปยังบริษัทในประเทศกำลังพัฒนาแทน
โดยสำนักข่าวเอพี มีการเปิดเผยรายชื่อบริษัทนายหน้าค้าขยะอิเล็กทรอนิกส์เหล่านี้ 10 แห่ง ซึ่งมีเพียงไม่กี่บริษัทที่ตอบกลับคำถามของเอพี เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว โดยส่วนใหญ่ระบุว่า BAN มีอคติ และยืนยันว่า ตนเองส่งออกเฉพาะชิ้นส่วนที่นำกลับไปใช้ซ้ำ หรือโลหะที่ไม่เป็นอันตราย พร้อมกับยืนยันว่า ได้ปฏิบัติตามกฎระเบียบ
รายงานของ BAN ประเมินว่า ในช่วงเดือนมกราคม 2023 ถึง เดือนกุมภาพันธ์ 2025 บริษัท 10 แห่งนี้ได้ส่งออกขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่เป็นอันตรายไปแล้วกว่า 10,000 ตู้คอนเทนเนอร์ รวมมูลค่ากว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และหากคิดรวมทั้งอุตสาหกรรม การค้าลักษณะนี้อาจจะมีมูลค่าสูงถึง 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อเดือนเลยทีเดียว
ทั้งนี้ ใน 10 บริษัทดังกล่าว มีถึง 8 บริษัท ที่มีใบรับรอง R2V3 ซึ่งเป็นมาตรฐานอุตสาหกรรมที่ตั้งขึ้นเพื่อรับรองว่า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ได้รับการรีไซเคิลอย่างปลอดภัยและมีความรับผิดชอบ การค้นพบเหล่านี้ จึงก่อให้เกิดคำถามเกี่ยวกับคุณค่าของใบรับรองดังกล่าว
นอกจากนี้ บริษัทหลายแห่งยังดำเนินการอยู่ในรัฐแคลิฟอร์เนีย แม้ว่ารัฐนี้จะมีกฎหมายเกี่ยวกับขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่เข้มงวด ซึ่งกำหนดให้มีการรายงานอย่างเต็มรูปแบบ และการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์และขยะประเภทอื่นๆที่ถูกต้องตามขั้นตอนปลายทาง
รายงานระบุว่า ตู้คอนเทนเนอร์ที่บรรจุขยะอิเล็กทรอนิกส์จำนวนมากถูกส่งไปยังประเทศที่มีการสั่งห้ามนำเข้าดังกล่าว ภายใต้ อนุสัญญาบาเซิล ซึ่งเป็นสนธิสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศที่ห้ามการขนส่งขยะจากประเทศที่ไม่ได้ลงนามให้สัตยาบัน เช่น สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นประเทศอุตสาหกรรมเพียงประเทศเดียวที่ยังไม่ให้สัตยาบันต่อสนธิสัญญาดังกล่าว
BAN ระบุว่า การตรวจสอบบันทึกการค้าของภาครัฐและเอกชนจากเรือและเจ้าหน้าที่ศุลกากร พบว่า การขนส่งเหล่านี้มักจะถูกสำแดงภายใต้รหัสการค้าที่ไม่ตรงกับรหัสสำหรับขยะอิเล็กทรอนิกส์ แต่ใช้รหัสสำหรับ “สินค้าโภคภัณฑ์” เช่น โลหะดิบ หรือสินค้าที่สามารถรีไซเคิลได้อื่นๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจจับ ซึ่งรายงานระบุว่า การจำแนกประเภทดังกล่าว ไม่น่าจะเกิดขึ้นอย่างยิ่ง เมื่อพิจารณาจากวิธีการที่บริษัทเหล่านี้ได้บรรยายการดำเนินงานของตนเองต่อสาธารณะ
โทนี่ อาร์.วอล์กเกอร์ ผู้ศึกษาการค้าขยะทั่วโลก จาก School for Resource and Environmental Studies มหาวิทยาลัยดัลเฮาซี เมืองแฮลิแฟกส์ ประเทศแคนาดา เปิดเผยว่า เขาไม่แปลกใจที่ขยะอิเล็กทรอนิกส์ ยังคงสามารถหลีกเลี่ยงกฎระเบียบได้ แม้ว่าอุปกรณ์บางอย่างอาจถูกค้าขายอย่างถูกกฎหมายได้หากยังใช้งานได้ แต่การส่งออกส่วนใหญ่ไปยังประเทศกำลังพัฒนาเป็นอุปกรณ์ที่ชำรุดหรือล้าสมัย และมีการติดฉลากผิดประเภท โดยมีปลายทางที่หลุมฝังกลบ ซึ่งก่อให้เกิดมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อม และแทบไม่มีมูลค่าทางการตลาดเลย
วอล์กเกอร์ ได้ยกตัวอย่างประเทศมาเลเซีย ประเทศภาคีอนุสัญญาบาเซิล และถูกระบุในรายงานว่า เป็นจุดหมายปลายทางหลักของขยะอิเล็กทรอนิกส์จากสหรัฐ โดยกล่าวว่า มาเลเซียจะแบกรับภาระไม่ไหวจากปริมาณขยะดังกล่าวที่ถูกส่งมาจากสหรัฐและจากประเทศร่ำรวยอื่นๆ ซึ่งหมายความว่า ประเทศนั้นกำลังถูกถาโถมด้วยสิ่งที่แท้จริงแล้ว คือการถ่ายโอนมลพิษประเทศอื่น
รายงานของ BAN ประเมินว่า ขยะอิเล็กทรอนิกส์ของสหรัฐที่ถูกส่งออกมา อาจจะมากถึงราว 6 เปอร์เซ็นต์ของการส่งออกทั้งหมดของสหรัฐ ในช่วงปี 2023 ถึง 2025 โดยหลังจากที่จีนแบนการนำเข้าขยะจากต่างประเทศ ตั้งแต่ปี 2017 ทำให้เกิดการโยกย้ายธุรกิจกำจัดการขยะจากจีน ไปยังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยใช้ความสัมพันธ์ทางครอบครัวและธุรกิจ เพื่อขอรับใบอนุญาตในประเทศใหม่ ทำให้ปริมาณขยะในภูมิภาคนี้เพิ่มสูงขึ้น โดยจิม พัคเก็ต จาก BAN บอกว่า มาเลเซียได้กลายเป็นที่กองขยะจำนวนมหาศาลไปโดยปริยาย
นอกจากมาเลเซียแล้ว ตู้คอนเทนเนอร์ที่มีขยะอิเล็กทรอนิกส์อยู่เหล่านี้ ยังถูกส่งไปยังประเทศอินโดนีเซีย ไทย ฟิลิปปินส์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ทั้งๆที่ประเทศเหล่านี้ มีข้อห้ามภายใต้อนุสัญญาบาเซิลและกฎหมายภายในประเทศ

รายงานระบุด้วยว่า บรรดาประเทศที่ต้องรับขยะอิเล็กทรอนิกส์จากสหรัฐเหล่านี้ แรงงานที่สิ้นหวังในการหางาน จำเป็นต้องทำงานอย่างหนักในสถานที่ที่จัดตั้งขึ้นอย่างเร่งรีบ โดยต้องสูดดมไอพิษ ในขณะที่พวกเขาทำการปอกสายไฟ หลอมพลาสติก และแยกชิ้นส่วนอุปกรณ์ โดยไม่มีอุปกรณ์ป้องกันใดๆ
อย่างไรก็ตาม ทางการไทยและมาเลเซีย ได้เริ่มมีการจัดการกับการนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่ผิดกฎหมายจากสหรัฐแล้ว โดยในเดือนพฤษภาคม ทางการไทยสามารถยึดขยะอิเล็กทรอนิกส์ 238 ตัน ที่ท่าเรือกรุงเทพฯ ขณะที่เมื่อเดือนมิถุนายน ทางการมาเลเซีย สามารถยึดขยะอิเล็กทรอนิกส์ทั่วประเทศได้ รวมมูลค่า 118 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

นางสีเผิง หว่อง เจ้าหน้าที่ต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นของมาเลเซีย เปิดเผยว่า โรงงานจัดการขยะส่วนใหญ่ในมาเลเซีย เป็นโรงงานผิดกฎหมายและขาดมาตรการป้องกันด้านสิ่งแวดล้อมอย่างถูกต้อง และว่า การส่งออกขยะอิเล็กทรอนิกส์จากประเทศร่ำรวย ไปยังประเทศกำลังพัฒนา เป็นการสร้างภาระหนักให้แก่สถานที่จัดการขยะในท้องถิ่น ทำลายความพยายามในการจัดการขยะภายในประเทศ และถือเป็นรูปแบบหนึ่งของลัทธิล่าอาณานิคมทางขยะ

