หน้าแรก ต่างประเทศ ผู้นำ EAS จ่อ...

ผู้นำ EAS จ่อรับรองความร่วมมือ ต้านออนไลน์สแกม ไทยดันปิดดีล ศก.ดิจิทัลอาเซียน

24.10.25 | 09:23 น.
พลพงศ์ วังแพน อธิบดีกรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ

ผู้นำ EAS จ่อรับรองความร่วมมือ ต้านออนไลน์สแกม ไทยดันปิดดีล ศก.ดิจิทัลอาเซียน

นายพลพงศ์ วังแพน อธิบดีกรมอาเซียน ให้สัมภาษณ์ถึงสาระสำคัญการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 47 และการประชุมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะจัดขึ้นที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ระหว่างวันที่ 26-28 ตุลาคมนี้

นายพลพงศ์กล่าวว่า การประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งนี้มีความสำคัญเพราะเกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์โลกที่มีความผันผวนสูง ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันของมหาอำนาจ การเดินหน้าของนโยบายของขั้วอำนาจต่างๆ ทำให้เรื่องของเศรษฐกิจการเมืองระหว่างประเทศเสียสมดุลพอสมควร จึงเป็นโอกาสของผู้นำอาเซียน รวมถึงนายกรัฐมนตรีไทยที่จะได้มาแสดงออกถึงการยึดมั่นในเรื่องความร่วมมือระหว่างประเทศโดยเฉพาะความร่วมมือระดับภูมิภาค และความร่วมมือกับภาคีภายนอก ซึ่งการประชุมครั้งนี้ยังมีผู้นำประเทศสำคัญทั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา นายกรัฐมนตรีจีน นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ และนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นคนใหม่ มาร่วมประชุมด้วย จึงเป็นโอกาสที่อาเซียนจะได้แสดงพลังความร่วมมือที่สร้างสรรค์กับประเทศคู่เจรจา

“การที่นายกรัฐมนตรีของเราได้พบปะกับผู้นำจากภาคีนอกภูมิภาค จะเป็นการแสดงออกถึงการที่ไทยยึดมั่นในระบบพหุภาคี ความร่วมมือในกรอบของภูมิภาคและเป็นการแสดงออกถึงการที่อาเซียนจะต้องรักษาเอกภาพ และความเป็นแกนกลางของอาเซียนในบริบทของโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง รอบนี้จึงถือว่าพัฒนาการต่างๆ ในอาเซียนกับประเทศคู่เจรจาทั้งหลายจะเป็นที่น่าจับตามอง” นายพลพงศ์กล่าว

ส่วนสาระสำคัญของไทยในการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งนี้ อธิบดีกรมอาเซียนกล่าวว่า ไทยให้ความสำคัญเกื้อหนุนเรื่องสันติภาพและเสถียรภาพ การขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการรวมตัวในภูมิภาคอาเซียน การพัฒนาขีดความสามารถ ศักยภาพของประเทศสมาชิกอาเซียน ทั้งหมดมุ่งสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเป็นสิ่งสำคัญ ประเทศไทยปัจจุบันให้ความสำคัญกับการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล

Advertisement

“ไทยเป็นประธานคณะเจรจากรอบความตกลงอาเซียนว่าด้วยเศรษฐกิจดิจิทัล เราคาดหวังว่าภายในปีหน้าจะสามารถเจรจาได้สำเร็จ ความตกลงฉบับนี้จะเป็นความตกลงภูมิภาคฉบับแรกๆ ที่เกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล และทำให้มูลค่าเศรษฐกิจของอาเซียนพุ่งไปถึงที่คาดการณ์ไว้ประมาณ 1 ล้านล้านดอลล่าร์สหรัฐฯภายในปี 2030 เพราะฉะนั้นเศรษฐกิจดิจิทัลเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจในอนาคตและเป็นตัวเสริมเกื้อหนุนนวัตกรรมใหม่ๆ ให้เกิดขึ้น” นายพลพงศ์กล่าว

อธิบดีกรมอาเซียนกล่าวด้วยว่า อีกประเด็นที่ควบคู่กันคือการเปลี่ยนผ่านพลังงานในแง่ Energy transition ที่ไทยและทั่วโลก พยายามที่จะหาแหล่งพลังงานสะอาดเพิ่มมากขึ้น อาเซียนตั้งเป้าที่จะใช้พลังงานสะอาด พลังงานหมุนเวียนให้ได้ร้อยละ 43 ภายในปี 2030 เป็นความพยายามของอาเซียน เพราะเรากำลังมุ่งไปสู่การใช้คาร์บอนต่ำ ให้ก๊าซเรือนกระจกน้อยลง เราเป็นพยายามจะให้ Net Zero ในปี 2030

นายพลพงศ์กล่าวว่า ปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์เป็นปัญหาข้ามพรมแดน ข้ามเสาความร่วมมือของอาเซียน ที่มี 3 เสาหลัก คือการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ซึ่งอาชญากรรมไซเบอร์ออนไลน์ส่งกระทบไปหมด ที่ผ่านมาประเทศไทยพยายามชูบทบาทของในการปราบปรามสแกมเมอร์ในทุกเสา เช่นเสาการเมือง มีการประชุมระดับรัฐมนตรีได้ต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ ภายใต้กลไกนี้มีการตั้งคณะทำงานมา 1 ชุดของอาเซียน ไปเกื้อหนุนคณะทำงานเศรษฐกิจ ซึ่งต้องช่วยกัน โดยกระทรวงการต่างประเทศ ผลักดันการบริหารจัดการชายแดน  ASEAN border management roadmap เสริมสร้างความสามารถของเจ้าหน้าที่ การตรวจจับอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะออนไลน์สแกม

“ในการประชุมสุดยอดอาเซียน จะมีปฏิญญาร่วมกัน ซึ่งมีการพูดคุยกันด้วยว่า ถ้อยแถลงผู้นำอาเซียนจะให้เพิ่มความร่วมมือการปราบปรามออนไลน์สแกม เป็นเรื่องสำคัญที่มาร่วมกัน ซึ่งไม่เฉพาะอาเซียนแต่นอกภูมิภาคด้วย” นายพลพงศ์กล่าว

นายพลพงศ์กล่าวอีกว่า นอกจากนี้สหรัฐอเมริกาเสนอในกรอบการประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก (EAS Summit) ให้มีแถลงการณ์ร่วมในเรื่องอาชญากรรมไซเบอร์โดยเฉพาะด้วย จะเห็นว่าเป็นประเด็นที่กระทบไปทั้งโลก ประเทศที่เป็นมหาอำนาจอย่างสหรัฐให้ความใส่ใจที่จะร่วมแก้ไขปัญหานี้ในทุกภูมิภาค เพราะมันไม่ใช่แค่กระทบชีวิตประชาชนทั่วไป แต่ไปกัดกร่อนระบบการเงินของโลกด้วย

ส่วนประเด็นที่เกี่ยวกับเมียนมา นายพลพงศ์กล่าวว่า สถานการณ์ในเมียนมายังเป็นที่อาเซียนให้ความสนใจ  และสำหรับประเทศไทยไทยยังต้องแสดงบทบาทนำในฐานะเราเป็นประเทศเพื่อนบ้าน นอกจากใกล้ชิดแล้วยังได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบ ไทยพยายามรวบรวมความร่วมมือต่างๆ ของอาเซียนที่จะช่วยกันแก้ไขสถานการณ์ในเมียนมาให้สามารถลดความรุนแรง ลดสถานการณ์ทางชายแดนไทย และความร่วมมือกับประเทศในภูมิภาค และประเทศไทยสนับสนุนบทบาทประธานอาเซียน ผู้แทนพิเศษอาเซียน ขับเคลื่อนฉันทามติ 5 ข้อในการแก้ไขสถานการณ์ในเมียนมา ซึ่งเป็นวิกฤตที่อาเซียนจะต้องให้ความสำคัญต่อไป ต้องช่วยกันแก้ปัญหา เพราะเมียนมาเป็นสมาชิกอาเซียน

“เราจับตามองพัฒนาการเรื่องการเลือกตั้ง ที่จะมีขึ้น ต้องดูว่าอาเซียนมีท่าทีร่วมกันอย่างไร สำหรับไทย การเลือกตั้งของเมียนมาอาจจะไม่สมบูรณ์แบบ แต่อย่างน้อยจะนำไปสู่ขับเคลื่อนกระบวนการสันติภาพภายในประเทศได้ การที่กระบวนการสันติภาพเดินหน้าต่อไป โดยความรุนแรงต่างๆลดลง เพื่อให้สามารถพูดคุยกันได้จากจุดนี้ จะเป็นพัฒนาการเชิงบวก” นายพลพงศ์กล่าว

อธิบดีกรมอาเซียนยังกล่าวด้วยว่า การประชุมรอบนี้เป็นการรับสมาชิกอาเซียนอย่างเต็มตัวของประเทศ ติมอร์เลสเต แสดงถึงการสร้างประชาคมอย่างเข้มแข็งของอาเซียน ติมอร์ เลสเต จะช่วยสร้างประชาคมอาเซียน ตามวิสัยทัศน์ฉบับใหม่ 2045 เป็นวิสัยทัศน์ 20 ปี เป็นการที่ผู้นำอาเซียนจะมองไปข้างหน้าว่า ต้องการเห็นอาเซียนอย่างไร การรับมือความท้าทายต่างๆ ที่เกิดขึ้น ซึ่งรวมถึงความท้าทายข้ามพรมแดน เช่นอาชญากรรมข้ามชาติ และยังมีปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ใน 5-10 ปี อาเซียนจะมีวาระสีเขียว ซึ่งไทยจะเป็นศูนย์กลางการพัฒนาที่ยั่งยืนด้วย