Saab ผู้ผลิตเครื่องบินรบกริพเพน ปรับเพิ่มคาดการณ์ยอดขาย หลังโลกใช้จ่ายทางทหารพุ่งสูงขึ้น
สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานว่า เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม กลุ่มบริษัท Saab จากประเทศสวีเดน รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ที่เพิ่มขึ้นน้อยกว่าที่คาดการณ์เอาไว้เล็กน้อย และปรับเพิ่มประมาณการยอดขายอันเนื่องมาจากการใช้จ่ายทางการทหารที่เพิ่มสูงขึ้น
โดยกำไรจากการดำเนินงานของบริษัท Saab ซึ่งเป็นผู้ผลิตเครื่องบินรบกริพเพน อยู่ที่ 1,370 ล้านโครนสวีเดน หรือราว 4,780 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16 เปอร์เซ็นต์จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยตัวเลขนี้ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 1,380 ล้านโครนสวีเดน จากการสำรวจของ LSEG โดยได้รับแรงหนุนจากการเติบโตของยอดขายที่เกิดจากการดำเนินการภายในของบริษัทเอง หรือ Organic sale ที่ 18 เปอร์เซ็นต์
ทั้งนี้ บริษัท Saab กำลังเร่งขยายการผลิต ท่ามกลางการใช้จ่ายด้านการทหารที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในทวีปยุโรป อันเนื่องมาจากการบุกยูเครนของรัสเซีย
ข่าวระบุว่า การใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ตอกย้ำด้วยการที่ประเทศสมาชิกขององค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ หรือ นาโต้ ให้คำมั่นที่จะเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมตามที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ เรียกร้อง ที่ส่งผลให้ราคาหุ้นของผู้ผลิตยุทโธปกรณ์ทางทหารพุ่งสูงขึ้น โดยหุ้นของ Saab ได้พุ่งสูงขึ้น 111 เปอร์เซ็นต์ในปีนี้ปีเดียว ณ ราคาปิดตลาดเมื่อพฤหัสที่ 23 ตุลาคมที่ผ่านมา
ไมเคิล โจฮานส์สัน ซีอีโอของ Saab กล่าวในรายงานของบริษัทว่า “กิจกรรมในตลาดสูงและมีความต้องการที่แข็งแกร่ง เราอยู่ในตำแหน่งที่ดีที่จะคว้าโอกาสในการเติบโตในขณะเดียวกัน เรากำลังเพิ่มการลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ๆ และงานวิจัยและพัฒนา”
ทั้งนี้ ในสัปดาห์นี้ ประเทศสวีเดนได้ลงนามในข้อตกลงความร่วมมือระยะยาวกับยูเครน ในด้านระบบป้องกันภัยทางอากาศ รวมถึงความเป็นไปได้ในการส่งออกเครื่องบินรบ กริพเพน อี (Gripen E) รุ่นใหม่ จำนวน 100-150 ลำ โดยข้อตกลงนี้คาดว่าจะเป็นคำสั่งซื้อเพื่อการส่งออกเครื่องบินที่ใหญ่ที่สุดเป็นประวัติการณ์ของสวีเดนอย่างง่ายดาย
สำหรับบริษัท Saab มีผลิตภัณฑ์หลากหลาย ตั้งแต่ขีปนาวุธ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ไปจนถึงเรือดำน้ำ ได้มีการปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของยอดขายตลอดทั้งปี ในลักษณะเทียบเคียงได้ เป็น 20-24 เปอร์เซ็นต์ แม้ว่ายอดรับคำสั่งซื้อจะลดลงเล็กน้อยในไตรมาสนี้ก็ตาม
ก่อนหน้านี้ เมื่อเดือนกรกฎาคม บริษัทได้คาดการณ์การเติบโตไว้ที่ 16-20 เปอร์เซ็นต์ โดยย้ำถึงคาดการณ์ผลกำไรจากการดำเนินงานจะเพิ่มขึ้นเร็วกว่ายอดขาย

