หน้าแรก ต่างประเทศ เปิดแผนพัฒนา ...

เปิดแผนพัฒนา 5 ปีของจีน มุ่งเน้นเทคโนโลยีขั้นสูง ลดพึ่งพาต่างประเทศ  

24.10.25 | 15:46 น.
(Ding Haitao/Xinhua via AP)

เปิดแผนพัฒนา 5 ปีของจีน มุ่งเน้นเทคโนโลยีขั้นสูง ลดพึ่งพาต่างประเทศ  

เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม สำนักข่าวเอพีรายงานว่า ผู้นำจีนได้ให้คำมั่นว่าจะลดการพึ่งพาเทคโนโลยีขั้นสูงจากต่างประเทศ และจะกระตุ้นอุปสงค์ภายในประเทศให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ในขณะที่จีนเองกำลังเผชิญกับแรงกดดันท่ามกลางความตึงเครียดก้านการค้าที่เพิ่มสูงขึ้นกับสหรัฐอเมริกา

ข่าวระบุว่า เค้าโครงของพิมพ์เขียวจากพรรคคอมมิวนิสต์ สำหรับใช้ในอีก 5 ปีข้างหน้า ถูกนำเสนอในแถลงการณ์ความยาว 5,000 คำ ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 23 ตุลาคมที่ผ่านมา หลังการประชุมเจ้าหน้าที่ระดับสูงของพรรคเป็นเวลา 4 วัน ที่กรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของจีน ก่อนหน้าที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐ จะพบหารือกันในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

ทั้งนี้ ในการประกาศเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ไม่ได้ส่งสัญญาณถึงการเปลี่ยนแปลงนโยบายครั้งใหญ่ แม้จะมีความตึงเครียดทางการค้าเพิ่มสูงขึ้น จีนยังคงตั้งใจที่จะรักษาตำแหน่งความเป็นมหาอำนาจด้านการผลิตระดับโลก ในขณะเดียวกันก็ ประคองการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งภายในประเทศ

(Shen Hong/Xinhua via AP)

โดยแถลงการณ์ที่เผยแพร่โดยสื่อของรัฐบาลจีน ระบุว่า จีนกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงที่ลึกซึ้ง และความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้น แต่ไม่ได้กล่าวอ้างถึงสงครามการค้าระหว่างรัฐบาลปักกิ่งกับวอชิงตัน แต่ได้เตือนถึงความไม่แน่นอนและปัจจัยที่คาดไม่ถึงที่กำลังเพิ่มสูงขึ้น

Advertisement

แถลงการณ์ระบุว่า เราต้อง ระบุ ตอบสนอง และนำพาการเปลี่ยนแปลงอย่างเชิงรุก และกล้าที่จะฝ่าลมแรง คลื่นที่ปั่นป่วน และแม้กระทั่งพายุที่อันตราย

นายหาน เหวินซิ่ว เจ้าหน้าที่ระดับสูงของพรรคคอมมิวนิสต์ ซึ่งกำกับดูแลการกำหนดนโยบายด้านการเงิน เศรษฐกิจ และกิจการชนบท ได้กล่าวกับผู้สื่อข่าว เมื่อวันที่ 24 ตุลาคมว่า จีนอยู่ในสถานะที่ดีในการรับมือกับความเสี่ยงเหล่านี้ และว่า มีโอกาสเสมอในวิกฤต และวิกฤตสามารถเปลี่ยนเป็นโอกาสได้

ชี่ โล นักยุทธศาสตร์การตลาดอาวุโส ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ของ BNP Paribas Asset Management กล่าวว่า การที่จีนเน้นย้ำถึงการปรับปรุงที่สำคัญในด้านการพึ่งพาตนเองทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี น่าจะสะท้อนถึงความมั่นใจที่มากขึ้นว่า จีนมีความอ่อนไหวต่อแรงกดดันจากสงครามการค้าน้อยลง

เลียะห์ ฟาฮี นักเศรษฐศาสตร์ด้านจีน จาก Capital Economics ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า พรรคคอมมิวนิสต์ให้คำมั่นว่า จะสร้างอิทธิพลระหว่างประเทศที่แข็งแกร่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด รวมทั้งเพิ่มพลังทางเศรษฐกิจ และความมั่นคงของชาติให้มากขึ้น ภายในปี 2035 และจะปกป้องระบบการค้าพหุภาคี โดยพยายามแสดงภาพให้เห็นว่า ปักกิ่งเป็นผู้พิทักษ์การค้าเสรี

ในถ้อยแถลงดังกล่าว จีนได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการสร้างตลาดภายในประเทศที่แข็งแกร่ง โดยการขยายอุปสงค์ภายในประเทศและการกระตุ้นการใช้จ่ายของผู้บริโภค หลังจากการชะลอตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ในจีน ตั้งแต่ช่วงการระบาดของโควิด-19 ที่บั่นทอนความเชื่อมั่นของผู้บริโภค กระทบต่อความมั่งคั่งของครัวเรือนและก่อให้เกิดการเลิกจ้างงานเป็นวงกว้าง

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการพยายามกระตุ้นอุปสงค์ในประเทศ รัฐบาลได้สนับสนุนการลงทุนในโรงงานและเครื่องจักรรุ่นใหม่ พร้อมกับมอบเงินอุดหนุนให้แก่ประชาชนที่เปลี่ยนเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือยานพาหนะเก่าเป็นรุ่นใหม่ แต่ในหลายอุตสาหกรรม กำลังการผลิตกลับสูงเกินความต้องการ ส่งผลให้เกิดสงครามราคาทำลายล้าง และทำให้หลายบริษัทหันไปเพิ่มการส่งออก ส่งผลให้เกิดความตึงเครียดทางการค้ามากขึ้น

แม้รัฐบาลจะอัดฉีดมาตรการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง แต่เศรษฐกิจจีนก็เติบโตเพียง 4.8% ในไตรมาสล่าสุด ซึ่งเป็นอัตราที่ต่ำที่สุดในรอบหนึ่งปี ขณะที่ข้อมูลทางการระบุว่า กิจกรรมภาคการผลิตหดตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 ในเดือนกันยายน เนื่องจากอุปสงค์ภายในประเทศยังคงซบเซา

ผู้นำจีนยังคงยืนยันเป้าหมายที่จะทำให้ประเทศบรรลุสถานะเป็น “ประเทศพัฒนาแล้วในระดับกลาง” และ เพิ่มขนาดเศรษฐกิจให้เป็นสองเท่าภายในปี 2035 เมื่อเทียบกับปี 2020

ข่าวระบุว่า การประชุมเต็มคณะระยะเวลา 4 วัน ถูกตั้งข้อสังเกตว่า มีผู้เข้าร่วมค่อนข้างน้อย ซึ่งในแถลงการณ์ ระบุว่า มีสมาชิกเต็มคณะในคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์ ซึ่งเป็นชนชั้นนำของพรรคเพียง 168 คน จากทั้งหมด 205 คนที่เข้าร่วมประชุม รวมถึงสมาชิกสำรอง 147 คน จากทั้งหมด 171 คน

(Xie Huanchi/Xinhua via AP)

นายนีล โธมัส นักวิจัยจากศูนย์วิเคราะห์จีน แห่งสถาบันเทคโนโลยีนโยบายเอเชียโซไซตี้ กล่าวว่า ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นถึง สัดส่วนที่ไม่เคยมีมาก่อนของสมาชิกคณะกรรมการกลางที่กำลังมีปัญหาทางการเมือง ท่ามกลางการกวาดล้างครั้งใหญ่ ภายในพรรคภายใต้การนำของ สี จิ้นผิง

โดยนอกเหนือจากการประกาศแผน 5 ปี แล้ว ยังมีการปรับตำแหน่งครั้งใหญ่ที่สุด คือการเลื่อนตำแหน่งของ พลเอก จาง เซิ่งหมิน ให้เป็น นายพลที่มีตำแหน่งสูงเป็นอันดับ 2 ของจีน โดยเข้ามารับตำแหน่งแทน เหอ เหว่ยตง ซึ่งถูกขับออกจากพรรค พร้อมกับเจ้าหน้าที่อาวุโสอีก 8 คน ในการขับเคลื่อนต่อต้านการทุจริตครั้งล่าสุดของ สี จิ้นผิง

ทั้งนี้ การวางแผนแบบรวมศูนย์และการตอกย้ำอำนาจแผนพัฒนา 5 ปี (Five-year plans) เป็นสิ่งที่ ย้อนกลับไปถึงยุคของการวางแผนแบบรวมศูนย์ในสไตล์โซเวียต จีนยังคงอาศัยแผนเหล่านี้อย่างหนักในการ กำหนดแผนงานลำดับความสำคัญของนโยบาย และ ตัดสินใจเรื่องการจัดสรรเงินทุน นอกจากนี้ การประชุมเต็มคณะ ของพรรค เช่นเดียวกับการประชุมที่จัดขึ้นในสัปดาห์นี้ ยังถูกใช้เป็นเครื่องมือในการ รวมแถวสมาชิกพรรคสามัญให้อยู่ภายใต้การนำของ สี จิ้นผิง อีกด้วย