หน้าแรก ต่างประเทศ ปวินชี้ ข้อตก...

ปวินชี้ ข้อตกลงสันติภาพไทย-กัมพูชาของทรัมป์ แค่เลื่อนเวลาความขัดแย้ง

24.10.25 | 20:16 น.
REUTERS

ปวินชี้ ข้อตกลงสันติภาพไทย-กัมพูชาของทรัมป์ แค่เลื่อนเวลาความขัดแย้ง

เว็บไซต์ไทม์ นำเสนอรายงานเรื่อง “สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับข้อตกลงสันติภาพฉบับใหม่ ที่ทรัมป์ต้องการเป็นคนกลาง” ก่อนการเดินทางเยือนภูมิภาคเอเชียครั้งแรกหลังรับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐสมัยที่ 2 ของเขาในปลายสัปดาห์นี้ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

ที่ผ่านมา โดนัลด์ ทรัมป์ แทบไม่เคยแสดงความสนใจต่ออาเซียน หรือสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากนัก อย่างไรก็ตาม ในขณะที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงในรัฐบาลของเขาพยายามต่อสู้กับอิทธิพลของจีนในภูมิภาคนี้ ทรัมป์ก็กำลังวางแผนจะเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียนประจำปีที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ในวันที่ 26 ตุลาคม ซึ่งถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2017 อย่างไรก็ดี เป้าหมายที่แท้จริงของเขาดูเหมือนจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับศิลปะชั้นสูงของการทูตพหุภาคี ซึ่งประธานาธิบดีสหรัฐผู้นี้ไม่ค่อยให้ความสนใจนัก แต่กลับเกี่ยวข้องกับการร้องเอาเครดิตจากข้อตกลงสันติภาพอีกฉบับหนึ่งมากกว่า อันแท้จริงแล้ว ข้อตกลงซึ่งถูกเรียกว่า “ปฏิญญากัวลาลัมเปอร์” อาจเป็นเหตุผลเดียวที่ทรัมป์เดินทางมาร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ตามรายงานของ Politico เมื่อต้นเดือนนี้

ทรัมป์ได้รวมเอาความขัดแย้งที่ปะทุขึ้นในเดือนพฤษภาคมระหว่างไทยและกัมพูชา ประเทศเพื่อนบ้านสองประเทศที่เป็นสมาชิกอาเซียน ซึ่งสหรัฐช่วยเป็นคนกลางในการหยุดยิงเมื่อเดือนกรกฎาคม โดยอาศัยความสัมพันธ์ทางการค้า ไว้ในรายชื่อของสงครามที่เขาอ้างว่าได้ “ยุติ” ลงทั่วโลก ซึ่งรวมถึงความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับฮามาส อิสราเอลกับอิหร่าน ปากีสถานกับอินเดีย รวันดากับคองโก อาร์เมเนียกับอาเซอร์ไบจาน และจากสมัยดำรงตำแหน่งครั้งแรกของเขา ได้แก่ อียิปต์กับเอธิโอเปีย รวมถึงเซอร์เบียกับโคโซโวด้วย

แม้ว่าบางความขัดแย้งในรายชื่อข้างต้นจะมีข้อตกลงสันติภาพเกิดขึ้นจริง แต่หลายกรณีก็ยังคงมีความตึงเครียดที่ยังไม่คลี่คลาย และอาจมีความรุนแรงปะทุขึ้นเป็นระยะ รวมถึงกรณีไทย–กัมพูชาด้วย ทรัมป์ได้อ้างถึงข้อตกลงสันติภาพที่มีทั้งความสำเร็จที่แท้จริงและการโอ้อวดเกินจริง เพื่อเสริมสร้างภาพลักษณ์ของเขาในฐานะ “ประธานาธิบดีแห่งสันติภาพ” ทรัมป์ได้รณรงค์อย่างหนักเพื่อผลักดันตนเองให้ได้รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ซึ่งถูกมอบให้แก่ มาเรีย โครีนา มาชาโด ผู้นำฝ่ายค้านของเวเนซุเอลาเมื่อต้นเดือนนี้แทน แต่ก็มีผู้นำหลายประเทศ รวมถึงกัมพูชา ที่เสนอชื่อทรัมป์เข้าชิงรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในปีหน้า ซึ่งถูกมองว่าเป็นกลยุทธของ “การทูตแบบประจบเอาใจ”

Advertisement

อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ข้อตกลงสันติภาพระหว่างกัมพูชาและไทยจะเป็นความสำเร็จที่แท้จริง หรือเป็นเพียงการกล่าวอ้างเกินจริงนั้นยังคงต้องติดตามต่อไป และยังมีคำถามเกี่ยวกับความมุ่งมั่นของทรัมป์ที่มีต่อข้อตกลงนี้ หลังจากผ่านช่วงเวลาของการถ่ายรูปเพื่อการประชาสัมพันธ์ผ่านพ้นไปแล้ว

มาร์ก เอส. โคแกน รองศาสตราจารย์ด้านสันติภาพและความขัดแย้ง มหาวิทยาลัยคันไซกะอิได เมืองโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น ให้สัมภาษณ์กับนิตยสารไทม์ ว่า มันต้องอาศัยแรงกดดันทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง สหรัฐจะเลิกสนใจมันหรือไม่ จะยังคงใส่ใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างไทยและกัมพูชาต่อไปหลังจากที่ทรัมป์ได้ลงนามในข้อตกลงนี้แล้วหรือไม่? หรือเขาจะหันความสนใจไปเรื่องอื่น?

“คุณคิดหรือว่าสหรัฐจะให้ความสนใจอย่างลึกซึ้งกับข้อพิพาทระหว่างไทยกับกัมพูชาที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข ซึ่งค่อนข้างเป็นเรื่องเล็กน้อย มันอยู่ในระดับเดียวกับความขัดแย้งอื่นๆ หรือไม่ แน่นอนว่าไม่ มันฝังรากลึกและร้อนแรงไหม? ใช่อย่างแน่นอน แต่มันส่งผลกระทบต่อสหรัฐมากน้อยแค่ไหน? ก็ไม่มากนัก แล้วทรัมป์ได้อะไรจากมัน?” โคแกนกล่าว

โคแกนกล่าวว่า ความสำเร็จของข้อตกลงนี้ขึ้นอยู่กับการติดตามตรวจสอบโดยบุคคลที่สาม เพื่อให้แน่ใจว่าทั้งสองฝ่ายจะปฏิบัติตาม และแน่นอนว่าจะมี “บททดสอบความทนทาน” ของข้อตกลงหยุดยิง ที่แต่ละฝ่ายจะกล่าวหากันว่าเป็นฝ่ายละเมิดการหยุดยิง การบังคับใช้ให้เป็นไปตามข้อตกลง แม้ว่าในทางทฤษฎีสหรัฐมีทั้งศักยภาพและความน่าเชื่อถือที่จะทำได้ แต่ก็ยังมีความสงสัยอยู่อีกมาก

ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธุ์ นักวิชาการชาวไทย ศาสตราจารย์ประจำศูนย์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น ให้สัมภาษณ์กับไทม์ว่า การที่ทรัมป์เข้ามามีบทบาทในความพยายามสร้างสันติภาพในภูมิภาคนี้ดูเหมือนจะเป็นการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ แรงกดดันจากภายนอกอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจำเป็นต่อการบังคับใช้ข้อตกลงนี้ น่าจะหมดไปทันทีหลังพิธีลงนามสิ้นสุดลง

แม้แต่กัมพูชาซึ่งต้องการข้อตกลงเกิด ก็ยังได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึง ข้อจำกัดที่จะยอมรับได้ นายกรัฐมนตรี ฮุน มาเนต ของกัมพูชา เขียนเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม ว่า ข้อตกลงนี้เป็นการกำหนดเงื่อนไขและหลักปฏิบัติ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการยุติความขัดแย้งและฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ แต่ฮุน มาเนตได้ชี้แจงเพิ่มเติมว่า ทั้งการหยุดยิงครั้งแรกในเดือนกรกฎาคม และข้อตกลงฉบับใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น ไม่ได้หมายความว่า ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยอมสละสิทธิทางกฎหมายในการควบคุมดินแดนที่อยู่ภายใต้อธิปไตยของตน

ปวินกล่าวว่า ความยั่งยืนของข้อตกลงฉบับนี้ยังเป็นที่น่าสงสัย เพราะมันไม่สามารถแก้ไขปัญหาข้อพิพาทเรื่องพรมแดนที่เกี่ยวกับดินแดนและแผนที่ทางประวัติศาสตร์ได้ มันจึงเป็นเพียงการเลื่อนเวลาของความขัดแย้งนั้นออกไปเท่านั้น