สีหศักดิ์เชื่อ ลงนาม 4 ฝ่าย ช่วยลดตึงเครียดชายแดน ยันหากกัมพูชาทำตามตกลง ไทยพร้อมปล่อยเชลยศึก
นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แถลงข่าวหลังจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และสมเด็จฯฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ร่วมลงนามในเอกสาร “ถ้อยแถลงผลการพบหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรไทยและนายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรกัมพูชา ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย” โดยมีนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา และนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ร่วมเป็นสักขีพยาน ที่ศูนย์การประชุมนานาชาติในกรุงกัวลาลัมเปอร์
นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า การที่นายกรัฐมนตรีได้ลงนามในเอกสารฉบับนี้สะท้อนเจตนารมณ์ทั้งสองฝ่ายที่จะแก้ปัญหาอย่างสันติวิธีตามกลไกทวิภาคี เอกสารฉบับนี้เป็นการระบุถึงวิธีการที่จะแก้ปัญหาต่างๆ ที่เป็นอุปสรรค ต่อความสัมพันธ์ เมื่อแก้ไขและดำเนินมาตรการที่จะไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน จะนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืนระหว่างประเทศและประชาชนของทั้งสองประเทศ
“เราเห็นว่าความสำคัญคือการลดความตึงเครียดตามแนวชายแดน โดยเฉพาะการถอนอาวุธหนักตามแนวชายแดนกลับไปที่ตั้งเดิม การกู้ทุ่นระเบิด และการปราบปรามขบนวนการอาชญากรรมข้ามชาติทั้งหลาย และการหาทางบริหารจัดการในพื้นที่โดยเฉพาะการรุกล้ำมาในเขตของอีกฝ่าย โดยหวังว่าทั้งสองฝ่ายจะดำเนินการอย่างจริงใจและจริงจัง ในคำกล่าวของนายกรัฐมนตรี ฮุน มาเนต ก็บอกว่าพร้อมในการปรับลดอาวุธหนักตามแนวชายแดน เป็นเฟสแรก เรายินดีที่ได้ยินคำนี้ของนายกรัฐมนตรีกัมพูชา” นายสีหศักดิ์กล่าว
นายสีหศักดิ์กล่าวอีกว่า สิ่งที่ไทยอยากเน้นในการลงนามร่วมกันครั้งนี้คือเราอยากเห็นการดำเนินการของทั้งสองฝ่ายที่ได้ตกลงกัน เชื่อว่าหากมีการดำเนินการในมาตรการเหล่านี้ ความสัมพันธ์ของประเทศทั้ง 2 จะเข้าสู่ปกติ และดำเนินการปรับความสัมพันธ์ต่อไป
นายสีหศักดิ์กล่าวว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ได้กล่าวในช่วงต้นว่านี่เป็นโอกาสที่สำคัญสำหรับสันติภาพ พร้อมแสดงความชื่นชมกับผู้นำทั้ง 2 ที่ได้มีบทบาทสำคัญที่จะให้ประเทศทั้งสองสามารถก้าวข้ามความขัดแย้งไปสู่สันติภาพ และความสัมพันธ์ในฐานะเพื่อนบ้านต่อกัน และขอบคุณทางมาเลเซีย ซึ่งเป็นบรรยากาศที่ดี ประธานาธิบดีสหรัฐยังได้แสดงความเสียใจการต่อการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระพันปีหลวงด้วย
ผู้สื่อข่าวถามว่าถ้าไม่มีการปฏิบัติตามสิ่งที่ลงนามกันจะมีการปล่อยตัวเชลยศึกหรือไม่ นายสีหศักดิ์กล่าวว่า เราเชื่อว่าและหวังว่าจะมีการดำเนินการอย่างจริงจังและจริงใจ สิ่งที่เราได้ตกลงกัน การลดอาวุธหนัก การกู้ทุ่นระเบิด การปราบปรามขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ เราจะจัดการปัญหาในพื้นที่อย่างสันติวิธี เชื่อมั่นว่าถ้อยแถลงวันนี้จะช่วยลดความตึงเครียดในพื้นที่ชายแดน เพราะเป็นพันธะกรณีที่ทั้งสองฝ่ายลงนาม และมีสักขีพยาน โดยมีคณะผู้สังเกตการณ์ของอาเซียนที่จะติดตามการปฏิบัติให้เกิดผลจริง เพื่อนำไปสู่การฟื้นฟูสันติภาพของทั้งสองประเทศ ไทยจะพิจารณาปล่อยตัวเชลยศึกกัมพูชา 18 คน ถ้าทางกัมพูชาเริ่มดำเนินการถอนอาวุธและเก็บกู้ทุ่นระเบิด และดำเนินการตามถ้อยแถลงที่มีร่วมกันในวันนี้
“4 ประเด็นที่เราให้ความสำคัญ เชื่อว่าเป็นการลดความตึงเครียดชายแดน การถอนอาวุธหนัก น่าจะเป็นสิ่งที่ดี สำหรับไทยทั้งสองฝ่าย ขณะที่การกู้ทุ่นระเบิด และขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ ไม่ใช่ไทยและกัมพูชาเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบ แต่ยังรวมถึงคนในและนอกภูมิภาค ถือเป็นผลประโยชน์ของประชาคมโลก ส่วนการรุกล้ำดินแดน สองฝ่ายยอมรับว่าจะบริหารอย่างสันติ เราดำเนินการในประเด็นที่เราให้ความสำคัญมาตลอด” นายสีหศักดิ์กล่าว
นายสีหศักดิ์ยืนยันว่า ในถ้อยแถลงที่ผู้นำทั้งสองได้ลงนามไปไม่มีเรื่องการเปิดด่าน เพราะต้องรอให้เป็นไปตามขั้นตอนการปฏิบัติ ซึ่งหากทั้งสองฝ่ายดำเนินการตาม 4 ข้อไปในทิศทางที่ดี ก็อาจจะพิจารณาขั้นตอนในการส่งทูตกลับประเทศ ตามแนวทางทางการทูต การเปิดด่านไม่ได้มีการพูดถึง และไม่ใช่เวลานี้

