หน้าแรก ต่างประเทศ ศาลสูงมะกันพิ...

ศาลสูงมะกันพิจารณาคดีภาษีการค้า 5 พ.ย. ทรัมป์ยันไม่ไปให้ปากคำเอง

3.11.25 | 14:01 น.
REUTERS

ศาลสูงมะกันพิจารณาคดีภาษีการค้า 5 พ.ย. ทรัมป์ยันไม่ไปให้ปากคำเอง

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ กล่าวเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน ว่า เขาจะไม่เข้าร่วมการไต่สวนด้วยวาจาของศาลสูงสหรัฐ ที่จะมีขึ้นในวันที่ 5 พฤศจิกายน เกี่ยวกับประเด็นความชอบด้วยกฎหมายของมาตรการเรียกภาษีศุลกากรสำหรับสินค้าทั่วโลกที่เข้ามาในสหรัฐ ซึ่งทรัมป์เป็นผู้กำหนดขึ้น

ผู้พิพากษาศาลสูงสุดของสหรัฐจะเปิดรับฟังการโต้แย้งในคดีดังกล่าวในวันพุธนี้ โดยทรัมป์บอกกับผู้สื่อข่าวบนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวัน ระหว่างเดินทางกลับกรุงวอชิงตันหลังจากใช้เวลาช่วงสุดสัปดาห์ที่รัฐฟลอริดาว่า แม้เขาจะอยากเข้าร่วมฟังการพิจารณาคดีอย่างมาก แต่เขาไม่ต้องการสร้างความวุ่นวายหรือเบี่ยงเบนความสนใจระหว่างการพิจารณาคดีของศาล

“ผมอยากไปมาก แต่ผมไม่อยากทำอะไรที่จะเบี่ยงเบนความสำคัญของการตัดสินใจครั้งนี้ ผมไม่อยากให้ความสนใจทั้งหมดมุ่งมาที่ตัวผม เพราะนี่ไม่ใช่เรื่องของผม แต่เป็นเรื่องของประเทศของเรา” ทรัมป์กล่าว

ก่อนหน้านี้ทรัมป์เคยกล่าวว่า หากเขาไม่ชนะคดี สหรัฐจะอ่อนแอลง และตกอยู่ในปัญหาวุ่นวายทางการเงินไปอีกหลายปี

Advertisement

การนำเสนอข้อโต้แย้งทางกฎหมายในศาลสูงสุดของสหรัฐที่จะมีขึ้นในวันที่ 5 พฤศจิกายน จะมุ่งเน้นไปที่ความชอบด้วยกฎหมายของนโยบายภาษีศุลกากรทั่วโลกของทรัมป์ ซึ่งถือเป็นการทดสอบครั้งสำคัญต่อหนึ่งในการใช้อำนาจฝ่ายบริหารที่ท้าทายที่สุดของทรัมป์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับประเด็นสำคัญในนโยบายเศรษฐกิจและการค้าของรัฐบาลทรัมป์

ศาลสูงสุดได้รับการยื่นอุทธรณ์ของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐ หลังจากศาลชั้นต้นตัดสินก่อนหน้านี้ว่า ทรัมป์ใช้อำนาจเกินขอบเขตในการกำหนดอัตราภาษีศุลกากรส่วนใหญ่ โดยอาศัยกฎหมายปี 1977 ที่ชื่อว่า พระราชบัญญัติอำนาจเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ (IEEPA) ซึ่งมาตรการภาษีดังกล่าวถูกภาคธุรกิจหลายแห่งและ 12 รัฐของสหรัฐยื่นฟ้อง

ทรัมป์ปกป้องการใช้มาตรการภาษีศุลกากร โดยให้เหตุผลว่าเป็นการสร้างความสมดุลให้กับการค้าโลก โดยอ้างถึงการที่ประเทศอื่นๆ ได้เก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐในอัตราสูงมานานหลายปี และบอกว่ามาตรการของเขาไม่เพียงช่วยเพิ่มรายได้ให้รัฐบาลสหรัฐให้มากขึ้น แต่ยังผลักดันตลาดหุ้นให้ทำสถิติสูงสุดต่อเนื่องหลายครั้ง

“ถ้าเราไม่มีภาษีศุลกากร เราก็จะไม่มีความมั่นคงของชาติ และประเทศอื่นๆ ทั่วโลกคงหัวเราะเยาะเรา เพราะพวกเขาใช้ภาษีศุลกากรเล่นงานเราและเอาเปรียบเรามาหลายปี” ทรัมป์กล่าว

ทรัมป์กล่าวด้วยว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เราตกเป็นเหยื่อของการเอาเปรียบจากหลายประเทศ รวมถึงจีนด้วย แต่ตอนนี้ไม่ใช่อีกต่อไป ภาษีศุลกากรได้มอบความมั่นคงแห่งชาติที่ยิ่งใหญ่ให้กับสหรัฐ

สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐ กล่าวว่า เขาคาดหวังว่าศาลสูงสุดจะตัดสินให้มาตรการภาษีศุลกากรของรัฐบาลที่อ้างอิงตามกฎหมาย IEEPA ชอบด้วยกฎหมาย แต่หากศาลตัดสินให้ยกเลิกมาตรการภาษีดังกล่าว รัฐบาลก็จะเปลี่ยนไปใช้อำนาจตามกฎหมายภาษีอื่นๆ ซึ่งรวมถึงมาตรา 122 ของกฎหมายการค้าปี 1974 ซึ่งให้อำนาจรัฐบาลสามารถกำหนดภาษีศุลกากรเป็นวงกว้างในอัตรา 15% เป็นระยะเวลา 150 วัน เพื่อแก้ไขความไม่สมดุลทางการค้า

เบสเซนต์กล่าวว่า ทรัมป์ยังสามารถอ้างอิงมาตรา 338 ของกฎหมายภาษีศุลกากรปี 1930 ซึ่งให้อำนาจสหรัฐสามารถเรียกเก็บภาษีได้สูงสุดถึง 50% จากประเทศที่มีการเลือกปฏิบัติต่อการค้าของสหรัฐ

เบสเซนต์กล่าวถึงมาตรการภาษีของทรัมป์ว่า คุณควรถือว่ามาตรการภาษีของทรัมป์จะยังคงอยู่ต่อไปและจะไม่ถูกยกเลิกง่ายๆ

สำหรับประเทศที่ได้ทำข้อตกลงทางการค้ากับทรัมป์แล้ว เบสเซนต์กล่าวว่า คุณควรเคารพในข้อตกลงนั้น ประเทศที่ได้ข้อตกลงที่ดีก็ยึดมั่นกับข้อตกลงนั้นต่อไป

เจ้าหน้าที่ในรัฐบาลทรัมป์กล่าวยกย่องมาตรการภาษีศุลกากรเหล่านี้ว่าได้ผลักดันให้คู่ค้ารายใหญ่ของสหรัฐ อาทิ ญี่ปุ่นและสหภาพยุโรป ต้องยอมเจรจาข้อตกลงผ่อนปรนทางการค้าที่สำคัญ ซึ่งจะช่วยลดการขาดดุลการค้าของสหรัฐ และพวกเขาเชื่อว่าผลลัพธ์ของการเจรจาเหล่านี้จะยังคงมีผลอยู่ต่อไป ไม่ว่าศาลสูงสุดจะมีคำตัดสินออกมาอย่างไรก็ตาม