หน้าแรก ต่างประเทศ ศาลสูงตั้งข้อ...

ศาลสูงตั้งข้อสงสัย ทรัมป์มีอำนาจเพิ่มภาษีหรือไม่ เบสเซนต์มั่นใจได้ไปต่อ

6.11.25 | 08:45 น.
AP

ศาลสูงตั้งข้อสงสัย ทรัมป์มีอำนาจเพิ่มภาษีหรือไม่ เบสเซนต์มั่นใจได้ไปต่อ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ กล่าวถึงการเปิดไต่สวนของศาลสูงสุดของประเทศ เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกาย เกี่ยวกับการเรียกเก็บภาษีนำเข้าจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก โดยอ้างว่ากฎหมายปี 1977 ที่ให้อำนาจกับประธานาธิบดีในกรณีที่เกิดภาวะฉุกเฉินว่า จะเป็นเรื่องเลวร้ายอย่างยิ่งหากเราแพ้คดีนี้

นายสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐ กล่าวระหว่างให้สัมภาษณ์ในรายการ “Kudlow” ทางสถานี Fox Business Network ว่า เขามองในแง่ดีมาก ๆ หลังจากการไต่สวนของศาลสูงสุดเกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมายของมาตรการเรียกเก็บภาษีศุลกากรของทรัมป์

“ฝ่ายโจทก์ที่ยื่นฟ้องคัดค้านการที่ทรัมป์ใช้กฎหมายปี 1977 มาอ้างอิงเพื่อเก็บภาษีแทบจะทำให้ตัวเองอับอายขายหน้า ผมมั่นใจว่าศาลสูงสุดจะกลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่เคยตัดสินว่าภาษีดังกล่าวผิดกฎหมาย” เบสเซนต์กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่ารัฐบาลจะคืนเงินจำนวนมหาศาลจากภาษีที่เรียกเก็บไปแล้วได้อย่างไร หากศาลสูงสุดยืนตามคำตัดสินของศาลชั้นต้น เบสเซนต์ซึ่งเข้าร่วมฟังการพิจารณากล่าวว่า “ถ้ามันเกิดขึ้นจริง เราค่อยหาทางแก้ตอนนั้น แต่ผมมั่นใจว่าเราคงไม่ต้องไปถึงขั้นนั้น”

Advertisement

เมื่อถูกถามถึงคำกล่าวของทรัมป์และของเบสเซต์เองที่พูดถึงรายได้จำนวนมากที่มาจากการเก็บภาษีดังกล่าว เบสเซนต์กล่าวว่า ภาษีที่จัดเก็บได้นั้นเป็นเพียงเรื่องบังเอิญที่เกิดขึ้นพร้อมกัน โดยเปรียบเทียบว่ามันเป็นเหมือนก้อนน้ำแข็งที่กำลังละลาย ซึ่งหมายถึงรายได้จากภาษีดังกล่าวจะลดน้อยลงเรื่อยๆ เมื่อเวลาผ่านไป

เบสเซนต์กล่าวว่า เมื่อการผลิตภายในประเทศเพิ่มขึ้นซึ่งมีแรงกระตุ้นจากต้นทุนการนำเข้าที่เพิ่มสูงขึ้น รายได้จากภาษีเงินได้ก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ที่สุดแล้วมันจะทำให้ผลลัพธ์โดยรวมสมดุลกัน

ทั้งนี้ ผู้พิพากษาศาลสูงสุดของสหรัฐใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมงครึ่งในการรับฟังการโต้แย้งด้วยวาจาในคดีนี้ โดยผู้พิพากษาทั้งจากสายอนุรักษ์นิยมและเสรีนิยมต่างตั้งข้อสงสัยว่า กฎหมายปี 1977 ซึ่งมีไว้ใช้ในกรณีภาวะฉุกเฉินแห่งชาติ ให้อำนาจแก่ทรัมป์ในการกำหนดภาษีนำเข้าหรือไม่ หรือประธานาธิบดีจากพรรครีพับลิกันได้ละเมิดอำนาจของสภาคองเกรสหรือไม่

จอห์น โรเบิร์ตส์ หัวหน้าผู้พิพากษาสายอนุรักษ์นิยม กล่าวกับดี. จอห์น เซาเออร์ ที่ปรึกษากฎหมายของรัฐบาลในการว่าความต่อศาลสูงสุดของสหรัฐ ซึ่งเป็นฝ่ายโต้แย้งในคดีนี้กล่าว โดยย้ำว่า การเรียกเก็บภาษีเหล่านี้ถือเป็นการเรียกเก็บภาษีจากชาวอเมริกันเอง ซึ่งนั่นถือเป็นอำนาจของสภาคองเกรสมาตลอด

ทั้งนี้ ภาษีนำเข้าที่ทรัมป์กำหนด ซึ่งเป็นภาษีที่เรียกเก็บจากสินค้านำเข้าซึ่งที่สุดแล้วผู้นำเข้าภายในสหรัฐต้องเป็นผู้จ่าย แต่มันอาจสร้างรายได้ให้รัฐบาลสหรัฐมากถึงถึงหลายล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในอีกทศวรรษหน้า แต่รัฐธรรมนูญของสหรัฐระบุไว้อย่างชัดเจนว่า ได้ให้อำนาจรัฐสภาในการกำหนดภาษีและการเรียกเก็บภาษีต่อสินค้านำเข้า

ทรัมป์ได้เพิ่มแรงกดดันต่อศาลสูงสุดให้คงไว้ซึ่งมาตรการภาษีเหล่านี้ ซึ่งเขาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญทั้งทางเศรษฐกิจและนโยบายต่างประเทศ และหากศาลตัดสินให้ทรัมป์แพ้คดี จะถือเป็นการเปลี่ยนท่าทีครั้งสำคัญของศาลสูงสุด ซึ่งได้ตัดสินคดีโดยสนับสนุนการดำเนินนโยบายของทรัมป์ในหลายกรณีก่อนหน้านี้ ตั้งแต่การปราบปรามผู้อพยพ การปลดเจ้าหน้าที่หน่วยงานรัฐบาลกลาง ไปจนถึงการห้ามทหารข้ามเพศรับราชการ

ทรัมป์อ้างอิงกฎหมายพระราชบัญญัติอำนาจเศรษฐกิจในภาวะฉุกเฉินระหว่างประเทศ หรือ International Emergency Economic Powers Act : IEEPA เพื่อเพิ่มการเรียกเก็บภาษีนำเข้ากับเกือบทุกประเทศคู่ค้าของสหรัฐ โดยเขาเป็นประธานาธิบดีคนแรกที่ใช้กฎหมายเพื่อจุดประสงค์เช่นนี้

แม้ว่ารัฐบาลสหรัฐได้ร้องขอให้ศาลสูงสุดมีคำวินิจฉัยในคดีนี้โดยเร็ว แต่ก็ยังไม่ชัดเจนว่าศาลจะประกาศคำตัดสินออกมาเมื่อใด