ถามกันมามาก อยากให้ตอบตรงๆด้วยว่า จะเกิดหรือไม่เกิดสงครามบนคาบสมุทรเกาหลี ภายใต้สภาวะเผชิญหน้าท้าทายกันไม่หยุดหย่อนระหว่าง เกาหลีเหนือกับสหรัฐอเมริกา
คำตอบที่ตรงๆ ชนิดฟันธงโชะเชะคงไม่มี เพราะผมไม่ใช่โหราจารย์ แถมยังไม่สันทัดเรื่องการทำสงครามถึงขนาดบอกได้ว่า ถ้าเกิดศึกขึ้นแล้วใครจะชนะ และชนะหรือแพ้แล้วแต่ละฝ่ายจะตกอยู่ในสภาพไหนกัน
เอาเป็นว่า เท่าที่สามารถบอกได้ภายใต้ข้อจำกัดมากมายของตัวเอง โอกาสที่จะเกิดการถล่ม โจมตีกันขึ้นมีไม่มากมายนัก กะเกณฑ์กันเป็นเปอร์เซ็นต์ก็คงไม่น่าจะเกิน 30 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งแค่นั้่นก็ถือว่าสูงปรี๊ด เมื่อเทียบกับภาวะปกติทั่วไป ก่อนหน้าที่ โดนัลด์ ทรัมป์ จะก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งผู้นำสหรัฐอเมริกามาก
จากการศึกษาตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวเนื่องกับเรื่องนี้จากหลายๆแหล่ง ผมได้ข้อสรุปอันเป็นเหตุผลมาสนับสนุนคำตอบข้างต้นว่า เป็นเพราะจนถึงขณะนี้ เกาหลีเหนือยังถือไพ่เหนือกว่าสหรัฐอเมริกาอยู่ไม่น้อยหากเกิดการโจมตีกันขึ้น และบรรดาขุนทหารอเมริกันทั้งหลาย รวมทั้งตัวประธานาธิบดีอเมริกันเองก็น่าจะมีเหตผล มีสติอยู่กับตัวมากพอที่จะไม่ก่อสงครามที่ตัวเองไม่ชนะแน่นอน
ประเด็นน่าสนใจที่ผมพบระหว่างการตะลุยหาข้อมูล ตรวจสอบหาเค้าเงื่อนเรื่องนี้ก็คือ ผมพบว่า นักวิเคราะห์จากทั้งฟากที่ถูกระบุว่า “ขวาสุดโต่ง” หรือ “ชาตินิยมใหม่” หรือ “ขวาใหม่” ในสหรัฐอเมริกา เรื่อยไปจนถึงกลุ่มเอียงซ้าย แม้กระทั่งนักวิชาการด้านภูมิรัฐศาสตร์ และการทหาร ล้วนให้ข้อสรุปตรงกันว่า ถ้าเกิด “รบ” กันขึ้นมา เกาหลีเหนือจะไม่แพ้สหรัฐอเมริกา
“แบรนดอน สมิธ” คนที่เรียกตัวเองว่าเป็น “อนุรักษ์นิยม-ชาตินิยม” ก็ฟันธงอย่างนั้น “จอร์จ ฟรีดแมน” แห่ง “จีโอโพลิติคส์ ฟิวเจอร์” ก็สรุปออกมาคล้ายคลึงกัน
เป็นไปได้ยังไงกัน?
ผมให้น้ำหนักกับงานวิเคราะห์ของฟรีดแมนไม่น้อย ไม่ใช่เพราะข้อเขียนของฟรีดแมนปลอดจากโวหารและมุมมองเชิงอุดมการเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังเป็นเพราะ ฟรีดแมน เป็นนักวิชาการที่ขลุกอยู่กับงานการข่าว ยุทธศาสตร์ทางทหาร ทางการเมือง มาตลอดทั้งชีวิตวิชาการ
ฟรีดแมน เกิดที่บูดาเปสต์ ประเทศฮังการี ถือสัญชาติอเมริกัน สำเร็จการศึกษาจาก คอร์แนล ยูนิเวอร์ซิตี ก่อนก่อตั้ง “จีโอโพลิติคส์ ฟิวเจอร์” เขาเคยเป็นทหารไต่เต้าขึ้นถึงระดับผู้บังคับการอาวุโส แล้วเข้าไปทำงานวิชาการประจำที่ “ยูเอส วอร์ คอลเลจ” มหาวิทยาลัยการทหารของสหรัฐอเมริกา ต่อด้วยที่ แรนด์ คอร์ปอเรชั่น งานทั้งหมดเกี่ยวเนื่องทางด้านความมั่นคงและกิจการทหารทั้งสิ้น
เขาออกมาก่อตั้ง “สตรัทฟอร์” สำนักพิมพ์และผู้ให้คำปรึกษาด้านความมั่นคงและข่าวกรองชื่อดังจาก เท็กซัส ก่อนลาออกมาทำ จีโอโพลิติคส์ ฟิวเจอร์ สำนักพิมพ์และเว็บไซต์ด้านภูมิรัฐศาสตร์และยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศอยู่จนถึงทุกวันนี้
ฟรีดแมน เลือกที่จะใช้คำว่า “สงคราม” แทนที่คำว่า “การโจมตีของสหรัฐต่อเกาหลีเหนือ” เพราะเชื่อว่า ถ้าอเมริกันเลือกที่จะโจมตี
เกาหลีเหนือ ไม่มีวันยอมอยู่นิ่งเฉยเหมือนกับที่เกิดขึ้นในซีเรียหรืออัฟกานิสถานแน่นอนครับ
ฟรีดแมน เชื่อว่า การตัดสินใจว่าจะโจมตีเพื่อ “ป้องปราม” เกาหลีเหนือของสหรัฐอเมริกาจะมีขึ้นหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่า ฝ่ายอเมริกันมีคำตอบให้กับ 5 คำถามที่เชื่อมโยงกันเป็นเปลาะๆ ตามลำดับดังต่อไปนี้ได้หรือไม่
หนึ่งคือ สหรัฐมีข่าวกรองของ “เป้าหมาย” ที่จะโจมตีที่ชัดเจนอยู่ในมือหรือไม่ เป้าหมายที่ว่านี้ก็คือสถานที่ที่เกี่ยวเนื่องกับโครงการอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ เพราะเป้าหมายสำคัญของอเมริกันก็คือการ “ตอน” ไม่ให้โครงการอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือโต
สอง มีข่าวกรองชัดเจนแล้ว ประธานาธิบดีและคณะทำงาน “เชื่อถือ” การข่าวนั้นหรือไม่ สาม แหล่งนิวเคลียร์เหล่านั้นสามารถทำลายโดยอาวุธที่ไม่ใช่นิวเคลียร์ได้หรือไม่ หรือต้องใช้นิวเคลียร์ถล่มเท่านั้น?
สี่ โจมตีแล้วสามารถประเมินผลการโจมตีได้หรือเปล่า หรือเราจะแน่ใจได้หรือไม่ว่าแหล่งนิวเคลียร์ถูกทำลายทั้งหมดแล้ว
คำถามสุดท้าย ก็คือ ถ้าการทำลายแหล่งนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือจำเป็นต้องใช้อาวุธนิวเคลียร์เท่านั้น ทำลายด้วยสรรพาวุธทั่วไปไม่ได้ สหรัฐจะใช้อะไรอ้างความชอบธรรม? การขจัดศักยภาพนิวเคลียร์เกาหลีเหนืออย่างเดียวชอบธรรมพอหรือไม่กับการถล่มอีกชาติหนึ่งด้วยอาวุธมหาประลัยนี้? จะจัดการกับปฏิกิริยาทางการเมืองมหาศาลที่เกิดขึ้นอย่างไร และ จะทำอย่างไรถ้าประเทศอื่นใช้อาวุธนิวเคลียร์โจมตีโดยอาศัยข้ออ้างอย่างเดียวกันนี้?
ผมเห็นด้วยกับฟรีดแมน ที่เขาตัดการโจมตีด้วยอาวุธนิวเคลียร์ออกไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าหากแหล่งนิวเคลียร์เกาหลีเหนือไม่กระจุกตัวอยู่ที่เดียวกัน ซึ่งข้อเท็จจริงก็ควรเป็นเช่นนั้น ผลลัพธ์ของมันสยดสยองเกินกว่าที่จะอ้างความชอบธรรมได้ เหตุการณ์ที่ฮิโรชิมา และนางาซากิ ยังอยู่ในความทรงจำของหลายต่อหลายคนอยู่จนถึงเวลานี้
ดังนั้น หากจะมีการโจมตีเกิดขึ้นก็ต้องเป็นการใช้ “อาวุธในรูปแบบ” ภายใต้เงื่อนไขว่า จีน จะต้องไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น ซึ่งในความเป็นจริงแล้วไม่มีใครแน่ใจได้
เมื่อนั้น “สงคราม” จะเกิดขึ้นตามมา เพราะเกาหลีเหนือจะตอบโต้แน่นอน
เกาหลีเหนือจะตอบโต้อย่างไร เป็นเหตุปัจจัยที่กำหนดว่าสงครามหนนี้จะลุกลามขยายตัวไปมากมายแค่ไหนและเร็วแค่ไหน หากลำพังเพียงแค่การใช้วิธีการ “รังควาน” อย่างเช่นลอบข้ามแดนมาลักพาตัวพลเรือนอเมริกันในเกาหลีใต้, เปิดฉากสงครามไซเบอร์ หรือวินาศกรรมผลประโยชน์ของอเมริกันที่นั่น ก็คงพอทำเนา แต่ถ้าคิม จอง อึนเลือกวิธีการที่ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่คาดการณ์กัน นั่นคือการใช้ปืนใหญ่ และ เครื่องยิงจรวดหลายลำกล้อง (มัลติเพิล ร็อคเก็ต อาร์ทิลเลอรี) ถล่มข้ามแดนเข้ามายังเกาหลีใต้
โดยไม่สนใจว่าเป้าหมายจะเป็นพลเรือนหรือเป็นเป้าหมายทางทหาร อย่างที่ศัพท์ทางการทหารเรียกว่า “เคาน์เตอร์แวลู แอทแทค” นั่นแหละครับ
ฟรีดแมน ไม่ได้ให้ชนิดและประเภทของปืนใหญ่เอาไว้ เพียงบอกเอาไว้ว่า ความเสียหายและการบาดเจ็บล้มตายจากการนี้จะสูงมากในกรณีที่การโจมตีระลอกแรกเกิดขึ้นเฉียบพลันและถี่ยิบ โดยเฉพาะที่กรุงโซล เหตุผลก็คือ ตามแนวชายแดนอีกฟากหนึ่งของเส้นขนานที่ 38 ที่แยกสองเกาหลีออกจากกันนั้น คือพื้นที่ “ชุมนุม” ของปืนใหญ่เกาหลีเหนือ
ผมค้นข้อมูลย้อนหลังไปพบว่า เมื่อเดือนมกราคมปีนี้ “สตรัทฟอร์” ประเมินเอาไว้ตรงกันว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ชุมนุมปืนใหญ่เกาหลีเหนือเช่นกัน ข้อมูลดังกล่าวยืนยันว่า ปืนใหญ่ “ส่วนใหญ่” ของคิม จองอึน มีรัศมีทำลายข้ามแดนเข้ามาไม่มากนัก ยกเว้น 3 ชนิด หนึ่งคือ “ก๊กซาน” ปืนใหญ่อัตตาจร 170 ม.ม. (เซลฟ์ โพรเพลด์ กัน-หมายถึงปืนใหญ่ที่ติดตั้งบนพาหนะที่มีเครื่องยนต์สามารถเคลื่อนที่ได้เอง ไม่ต้องลากจูง) อีก 2 อย่างเป็นชนิดเดียวกันแต่ต่างขนาด คือระบบยิงจรวดหลายลำกล้อง (มัลติเพิล ลอนช์ ร็อคเก็ต ซิสเต็ม) ขนาด 240 ม.ม. และ 300 ม.ม.
อาวุธหนักทั้ง 3 อย่างหลังนั้นสามารถกำหนดเป้าถล่มกรุงโซล ซึ่งอยู่ห่างออกมาจากชายแดนราว 50 กิโลเมตรได้เหลือเฟือ ถ้าแม่นยำพอ
เกาหลีเหนือมี 300 ม.ม.อยู่กี่ชุด ไม่มีข้อมูลบ่งบอก แต่สตรัทฟอร์บอกเอาไว้อย่างหนึ่งว่า ถ้า 300ม.ม.ทุกชุดของเกาหลีเหนือพุ่งเป้ามาที่โซล แล้วซัลโวพร้อมกันทุกลำกล้อง ผลของมันจะเทียบเท่ากับระเบิดกว่า 350 ตันถล่มเข้ามาในเมืองหลวงของเกาหลีใต้ หรือเอาให้ชัดๆ ยิ่งขึ้นก็คือ เทียบเท่ากับระเบิดที่หย่อนลงมาจาก บี-52 (เต็มพิกัด) รวดเดียว 11 ลำ
กรุงโซลมีประชากรอยู่พอๆกับกรุงเทพฯ ตึกรามบ้านช่องหนาแน่นใกล้เคียงกัน ลองหลับตานึกดูก็ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นตามมา
ถามว่าแลกโซลกับเกาหลีเหนือคุ้มไหม? ไม่คุ้มและไม่มีใครยอมแลกแน่ โดยเฉพาะรัฐบาลเกาหลีใต้!
ข้อเสียของปืนใหญ่ก็คือ ทุกครั้งที่ยิงออกไปก็เท่ากับเป็นการประกาศให้ฝ่ายตรงข้ามรับรู้ว่า มันอยู่ตรงไหน ดังนั้นหลังการยิงทุกครั้งจำเป็นต้องมีการปรับตำแหน่ง เปลี่ยนพิกัดใหม่ ทอดระยะเวลาออกไปจากระลอกที่ 2 ไม่น้อย เปิดโอกาสให้ปืนใหญ่ของเกาหลีใต้ถล่มกลับเป็นการตอบโต้ แต่ที่จำเป็นยิ่งกว่านั้นก็คือ ฝูงบินโจมตีของอเมริกันจำเป็นต้องระดมขึ้นสู่ท้องฟ้า เป้าหมายเพื่อทำลายศักยภาพทั้งหมดของปืนใหญ่เกาหลีเหนือ
ฟรีดแมน ประเมินเอาไว้ว่า พื้นที่ซึ่งฝูงบินรบมะกันต้องรับผิดชอบทำลายล้างแนวชุมนุมปืนใหญ่ดังกล่าวนี้ตกราว 1,600 ตารางกิโลเมตร คือใช้แนวยาว 40 กิโลเมตรตามเส้นขนานที่ 38 เป็นฐานแล้วขีดลึกเข้าไปในแดนเกาหลีเหนืออีก 40 กิโลเมตร ซึ่งเป็นพื้นที่ไม่น้อย แถมต้องทำให้ได้โดยเร็วก่อนที่การซัลโวระลอก 2 จะเกิดขึ้นตามมา ไม่เช่นนั้นความเสียหายจะยิ่งทบทวีคูณ
ทำได้หรือไม่ได้ ขึ้นอยู่กับศักยภาพระบบต่อต้านการโจมตีทางอากาศของเกาหลีเหนือว่ามีประสิทธิภาพแค่ไหนเช่นกัน
เกาหลีเหนือรู้ข้อด้อยของปืนใหญ่ดี ดังนั้นในพื้นที่ชุมนุมปืนใหญ่จึงเป็นพื้นที่ชุมนุมของระบบเรดาร์, “ป.ต.อ.” และ “แซม” หรือ จรวดชนิดยิงจากภาคพื้นสู่อากาศ ด้วยเช่นเดียวกัน ข้อมูลมีไม่มากนัก แต่ฟรีดแมนระบุว่า มีข้อบ่งชี้ว่า หนึ่งในแซมของเกาหลีเหนือคือ ระบบต่อต้านอากาศยานที่พัฒนาขึ้นจาก เอส-300 ของรัสเซีย ซึ่งสามารถรับมือกับเครื่องบินข้าศึกที่อยู่ห่างออกไปหลายร้อยกิโลเมตรได้
เมื่อพิเคราะห์จากภารกิจทำลายปืนใหญ่เกาหลีเหนือแล้ว ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า พระเอกบนอากาศในงานนี้หนีไม่พ้น บี-52 บอมเบอร์ แน่นอน
ปัญหาคือ บี-52 ไม่ใช่เครื่องบินสเตลธ์ ความสูญเสียจึงน่าจะสูงอย่างช่วยไม่ได้
ในขณะที่ บี-1 กับ บี-2 ที่ว่ากันว่าเรดาร์จับไม่ได้นั้น ก็ไม่เคยปฏิบัติภารกิจในน่านฟ้าที่มีแซมถี่ยิบเช่นเดียวกัน แถมยังมีอยู่ไม่กี่ลำ ไม่น่าเพียงพอกับการจัดการกับพื้นที่มหาศาลขนาดนั้น “โดยเร็ว”
เพื่อเลี่ยงปัญหาดังกล่าว ปฏิบัติการทางอากาศของสหรัฐจึงน่าจะเริ่มต้นด้วยการยุทธการที่เรียกว่า “สีด” (ซับเพรสชั่น ออฟ เอนิมี แอร์ ดีเฟนส์) ด้วยการใช้ฝูงบินเฉพาะกิจของกองทัพอากาศที่มีชื่อรหัสว่า “ไวลด์ วีเซล” (ปัจจุบันมี 5 ฝูงบิน) ที่มีตัวหลักคือ “เอฟ-4จี” (แอดวานซ์ ไวลด์ วีเซล) สำหรับทำลายหรือลดทอนศักยภาพระบบป้องกันทางอากาศของข้าศึก
ปฏิบัติการสีด จำเป็นต้องใช้เวลาหลายวันไปจนถึงหลายสัปดาห์ ซึ่งในช่วงเวลานั้น หากโซลไม่ราบเป็นหน้ากลองก็คงใกล้เคียงไม่น้อยแล้ว
ทั้งหมดนั่นนำไปสู่ข้อสรุปที่ตรงกันทั้งของ ฟรีดแมน และของ สมิธ ว่าหนทางที่ดีที่สุดที่จะถล่มเกาหลีเหนือแล้วเปลี่ยนรัฐบาลที่นั่นได้ ก็คือ การใช้กำลังทหารบุกเข้าไปในเกาหลีเหนือเท่านั้น
วัดจากประสบการณ์บุกอิรัก ที่เป็นปฏิบัติการล่าสุดทำนองนี้ของสหรัฐอเมริกา หลายคนเชื่อว่าผู้นำอเมริกันคงไม่ตัดสินใจทำ
ข้อมูลและสถานการณ์สมมุติต่างๆเหล่านั้น บ่งบอกให้รู้ว่า แม้ไม่เอาเรื่องของอาวุธนิวเคลียร์เข้ามาเกี่ยวข้อง เกาหลีเหนือก็ยังคงถือไพ่เหนือกว่าสหรัฐอเมริกาอยู่ดีในการเผชิญหน้าครั้งนี้ สาเหตุสำคัญประการหนึ่งก็คือ เกาหลีเหนือสามารถสร้างความเสียหายให้กับฝ่ายตรงกันข้ามได้ถึงระดับที่ “ยอมรับกันไม่ได้” โดยง่าย
ในขณะที่เกาหลีเหนือเสียหายมากมายแค่ไหน ก็ยัง “รับได้” ต่อไป ตราบเท่าที่รัฐบาลยังคงอยู่ภายใต้การนำของ คิม จองอึน
ถามว่า ทำไมถึงไม่มีการพูดถึงการตอบโต้ด้วยนิวเคลียร์จากเกาหลีเหนือ ที่ผู้นำโสมแดงขู่ไว้นักหนา คำตอบก็คือ อาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งยวด ชนิดที่หมายถึงการอยู่รอดของรัฐบาลเปียงยางมาทุกยุคทุกสมัย การซุกงำเรื่องนี้ไว้ไม่เพียงทำให้เกิดภาวะ “ป้องปราม” ตนเองจากการรุกรานของประเทศอื่น แต่ยังเป็น “แต้มต่อ” ในมือที่สำคัญยิ่งอีกด้วย
ไม่จวนตัวจริงๆเกาหลีเหนือไม่ยอมทำลายไพ่ตายใบนี้ทิ้งง่ายๆ
คิม จองอึน ถึงจะบ้าบิ่น มุทะลุ แต่ไม่อาจนับเป็นคน “โง่” ได้เด็ดขาด!

