ฟงวองขึ้นฝั่งตอนเหนือปินส์ ดับ 2 นักวิทย์ชี้ อุณหภูมิน้ำทะเลสูง ทำไต้ฝุ่นรุนแรงหนัก
ไต้ฝุ่นฟงวองพัดถล่มพื้นที่ทางตอนเหนือของฟิลิปปินส์ตลอดคืนวันที่ 9 จนถึงเช้าวันที่ 10 พฤศจิกายน เบื้องต้นมีรายงานผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 2 ราย และทำให้บางเมืองถูกตัดขาดจากโลกภายนอก ขณะที่ประชาชนเริ่มออกจากที่พักในเช้าวันจันทร์หลังจากอดหลับอดนอนทั้งคืน เพื่อสำรวจความเสียหายที่เกิดขึ้น
ก่อนที่ฟงวองจะขึ้นฝั่งในคืนวันอาทิตย์ในฐานะ “ซูเปอร์ไต้ฝุ่น” ที่เมืองดินาลุนกัน จังหวัดออโรรา ทางตะวันออก มีประชาชนมากกว่าหนึ่งล้านคนถูกอพยพออกจากพื้นที่ล่วงหน้า พายุดังกล่าวพัดถล่มพื้นที่ต่างๆ ของเกาะลูซอน ซึ่งเป็นเกาะหลักของประเทศ ด้วยลมกระโชกแรง ฝนตกหนัก และคลื่นพายุซัดฝั่งตลอดทั้งคืน
ในเมืองซานเตียโก จังหวัดอิซาเบลา ทางตอนเหนือของประเทศ ไต้ฝุ่นฟงวองได้สร้างความเสียหายให้กับบ้านเรือนจำนวนมาก กิ่งไม้และเสาไฟฟ้าหักโค่นลงจากแรงลม
โรมิโอ มาเรียนโน ซึ่งอาศัยอยู่กับคุณยายของเขาในบ้าน กล่าวว่า พวกเราแทบไม่ได้นอนเมื่อคืน เพราะลมแรงพัดชนแผ่นเหล็กหลังคาเสียงดังและกิ่งไม้ตกลงมา กิ่งไม้รอบบ้านหักลงมาทั้งหมด พอออกมาดูตอนเช้า เราก็เห็นความเสียหายชัดเจน
สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยระบุในรายงานเบื้องต้นว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 2 คน และบาดเจ็บอีก 2 คนจากอิทธิพลของพายุฟงวองลูกนี้
แพทริก อเล็กซิส อังการา รองผู้ว่าการจังหวัดออโรรา กล่าวว่า มีเมืองอย่างน้อย 3 เมืองที่ไม่สามารถเข้าถึงได้เนื่องจากดินถล่มและถนนขาด โดยขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนการประเมินและเคลียร์พื้นที่
สำนักงานอุตุนิยมวิทยาของฟิลิปปินส์ระบุว่า พายุฟงวองได้เคลื่อนตัวออกสู่ทะเลจีนใต้แล้ว และคาดว่าจะเปลี่ยนทิศทางไปทางตะวันออกเฉียงเหนือมุ่งหน้าไปยังไต้หวัน อย่างไรก็ตาม หน่วยงานเตือนว่าพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศยังคงเผชิญกับฝนตกหนัก ลมแรง และคลื่นพายุซัดฝั่งพื้นที่ชายทะเล
สำนักงานการบินพลเรือนของฟิลิปปินส์รายงานว่า มีเที่ยวบินมากกว่า 400 เที่ยวถูกยกเลิกตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ผ่านมา
พายุฟงวองถือเป็นพายุลูกที่ 21 ที่พัดถล่มฟิลิปปินส์ในปีนี้ และเกิดขึ้นถัดจากพายุไต้ฝุ่นคัลแมกีที่พัดถล่มฟิลิปปินส์สัปดาห์ก่อน ที่คร่าชีวิตผู้คนในประเทศถึง 224 ราย และอีก 5 รายในเวียดนามเพียงไม่กี่วัน
ด้านนักวิทยาศาสตร์เตือนว่า การเกิดพายุที่มีความรุนแรงอย่างมากที่พบเห็นได้ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างที่เห็นกันในเวลานี้มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นบ่อยครั้งมากขึ้น อันเป็นผลมาจากอุณหภูมิของน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น
เบน คลาร์ก นักวิจัยสภาพอากาศสุดขั้วจากสถาบันแกรนแธมว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ในกรุงลอนดอน กล่าวว่า อุณหภูมิผิวน้ำทะเลทั้งในพื้นที่ฝั่งตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิกเหนือและบริเวณทะเลจีนใต้ต่างก็อบอุ่นเพิ่มขึ้นแบบผิดปกติอย่างมาก ไต้ฝุ่นคัลแมกีจะมีความรุนแรงมากขึ้นและมีปริมาณฝนมากกว่าปกติ เนื่องจากอุณหภูมิผิวน้ำทะเลที่สูงขึ้นเหล่านี้มีความเชื่อมโยงอย่างชัดเจนกับภาวะโลกร้อนที่เกิดจากฝีมือของมนุษย์
แม้ว่าจะไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจนว่าปรากฏการณ์อากาศรุนแรงใดๆ เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโดยตรงหรือไม่ แต่นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่า โดยหลักการแล้ว อุณหภูมิผิวน้ำทะเลที่สูงขึ้นจะเร่งกระบวนการระเหยของน้ำ และเติมเชื้อเพลิงให้กับพายุหมุนเขตร้อนมากขึ้น
จิอันมาร์โก เมงกัลโด นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้พายุไต้ฝุ่นมีความรุนแรงมากขึ้น โดยหลักแล้วเกิดจากการที่อุณหภูมิผิวน้ำทะเลสูงขึ้นและความชื้นในบรรยากาศเพิ่มมากขึ้น
“แม้สิ่งนี้จะไม่ได้หมายความว่าพายุไต้ฝุ่นทุกลูกจะมีความรุนแรงเพิ่มขึ้น แต่ความเป็นไปได้ที่พายุลูกใหญ่จะมีความเข้มข้นมากกว่าเดิม ทั้งในแง่ของปริมาณฝนที่ตกหนักขึ้นและกระแสลมที่แรงขึ้น ย่อมสูงขึ้นในสภาพภูมิอากาศที่อบอุ่นกว่าเดิม” เมงกัลโดกล่าว
แม้ว่าข้อมูลจะไม่ได้บ่งชี้ว่าพายุโซนร้อนกำลังเกิดขึ้นบ่อยครั้งขึ้น แต่จำนวนพายุรุนแรงก็เพิ่มขึ้น เมงกัลโด ผู้ร่วมเขียนงานวิจัยเกี่ยวกับบทบาทของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในพายุไต้ฝุ่นรากาซาในเดือนกันยายน กล่าวว่า จำนวนพายุไต้ฝุ่นทั้งหมดที่เกิดขึ้นในแต่ละปี ยังไม่แสดงให้เห็นถึงการเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในระยะยาว
“อย่างไรก็ตาม ความถี่ของพายุที่มีความรุนแรงมากที่สุด รวมถึงเหตุการณ์ที่พายุทวีกำลังแรงขึ้นอย่างรวดเร็วกลับเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งมีแนวโน้มว่าเกิดจากอุณหภูมิมหาสมุทรที่อุ่นขึ้น และความไม่เสถียรของบรรยากาศที่มากขึ้นซึ่งสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” เมงกัลโดกล่าว

