สีหศักดิ์ แจงคณะทูต ชี้ไทยผิดหวัง เขมรละเมิดข้อตกลง เล็งบินร่วมประชุมออตตาวา
นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสาระนิเทศ และโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยภายหลังการบรรยายสรุปแก่คณะทูต และผู้แทนระหว่างประเทศ เกี่ยวกับพัฒนาการล่าสุดบริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา ว่า วันนี้เป็นการบรรยายชี้แจงให้ทราบถึงพัฒนาการล่าสุด และจุดยืนของไทยต่อสถานการณ์ไทย – กัมพูชา และแนวทางดำเนินการของกระทรวงการต่างประเทศ ภายหลังทหารไทยเหยียบระเบิด บริเวณพื้นที่ช่องตามาเรีย โดยมีผู้เข้าร่วมประกอบด้วย เอกอัครราชทูต และผู้แทน 59 ประเทศ 1 องค์กร 4 องค์การระหว่างประเทศ รวมทั้งสิ้น 71 คน
นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ชี้แจงรายละเอียด และข้อเท็จจริง ในเหตุการณ์ทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิด ซึ่งได้รับการยืนยันว่าเกิดจากการลอบวางทุนระเบิดใหม่โดยฝ่ายกัมพูชา ส่งผลให้กำลังพลบาดเจ็บ และทุพพลภาพข้อเท้าขาด ซึ่งเส้นทางนั้นเป็นเส้นทางเดิมในการลาดตระเวน จากการพิสูจน์ทรายโดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทย ตรวจพบชิ้นส่วนทุ่นระเบิดภายในกลุ่มระเบิด เพิ่มเติมอีก3 ทุ่น ในบริเวณรอบหลุมระเบิด พื้นที่ดังกล่าวเคยเป็นพื้นที่ที่กัมพูชาเคยรุกล้ำเข้ามาวางกำลัง จึงสรุปได้ว่ากัมพูชาลักลอบเข้ามาวางระเบิด

นายสีหศักดิ์ยังได้ชี้แจงท่าทีของประเทศไทย ว่าประเทศไทยให้ความสำคัญกับปฏิญญา Joint Declaration ที่ทั้งสองฝ่ายได้ลงนามกัน โดยมองเอกสารดังกล่าวจะนำสู่สันติภาพที่ยั่งยืน และที่สำคัญ คือ ต้องอาศัยความจริงใจ และสุจริตใจของทั้งสองฝ่ายในการปฏิบัติตาม แต่ภายหลังที่เกิดเหตุทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิด นายกรัฐมนตรี ได้เป็นประธานการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ เพื่อพิจารณาประเมินสถานการณ์ โดยที่ประชุมเห็นว่าประเทศไทยยึดมั่น และมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติตาม Joint Declaration มาโดยตลอด และได้เกิดความคืบหน้ากลายเรื่อง แต่เกิดความผิดหวังเพราะกัมพูชาละเมิดปฏิญญาดังกล่าว ลักลอบมาวางทุนระเบิดในประเทศไทย ซึ่งถือว่าเป็นการละเมิดอธิปไตยบูรณภาพของประเทศไทย นอกจากนี้ยังละเมิดอนุสัญญาออตตาวาที่กัมพูชาเป็นภาคี ซึ่งสะท้อนถึงความไม่จริงใจของฝ่ายกัมพูชา ฝ่ายไทยจึงจำเป็นต้องระงับการดำเนินการตามปฏิญญา Joint Declaration รวมถึงชะลอการส่งตัวทหารกัมพูชาที่ฝ่ายไทยกำลังควบคุมอยู่ 18 นายออกไปก่อน พร้อมเรียกร้องให้ฝ่ายกัมพูชาดำเนินการใน 3 เรื่อง ได้แก่ แสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์นี้ ดำเนินการสอบสวนกรณีดังกล่าว และนำตัวผู้กระทำความผิดมารับโทษ และมีมาตรการป้องกันไม่ให้เหตุการณ์เกณฑ์เหตุนี้เกิดขึ้นอีกในอนาคต โดยฝ่ายไทยจะพิจารณาความเป็นไปได้ และความเหมาะสมในการกลับปฏิบัติปฏิญญาต่อเมื่อฝ่ายกัมพูชาแสดงความรับผิดชอบ และแสดงให้เห็นถึงให้เห็นว่าความเป็นปฏิบัติได้ยุติลงแล้ว
นอกจากนั้น นายสีหศักดิ์ยังได้แจ้งให้ทราบถึงการสื่อสารกับนายปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา เพื่อทำการประท้วงในเบื้องต้นถึง 2 ครั้ง และได้ยื่นหนังสือประท้วงต่อกัมพูชาอย่างเป็นทางการ ผ่านสถานเอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำประเทศไทยแล้ว โดยฝ่ายไทยจะดำเนินการกรอบอนุสัญญาออตตาวา โดยมีหนังสือถึงญี่ปุ่น ในฐานะประธานการประชุมภาคี อัตราและเลขาธิการสหประชาชาติด้วย ซึ่งจะมีการประชุมรัฐภาคีสมัยที่ 22 ในวันที่ 1 ถึง 5 ธันวาคมนี้ ที่นครเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ รวมถึงไทยจะมีหนังสือถึงสหรัฐสหรัฐอเมริกาและมาเลเซียในฐานะที่ทั้งสองประเทศเป็นสักขีพยานในการลงนามปฏิญญา Joint Declaration รวมถึงสถานเอกอัครราชทูต และสถานกงสุลใหญ่ทั่วโลกจะได้รับข้อมูลเช่นกัน เพื่อนำไปชี้แจงให้รับทราบถึงท่าทีของไทย ขณะที่ฝ่ายความมั่นคงจะชี้แจงผ่านคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน หรือ AOT พร้อมทั้งจะเชิญ AOT ลงพื้นที่ในเร็วๆนี้

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ยังได้ชี้แจงถึงการลงพื้นที่ของนายกรัฐมนตรีเมื่อวานนี้ ที่จังหวัดอุบลราชธานี และศรีสะเกษ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ติดตามภารกิจและรับทราบเหตุการณ์จริง พร้อมทั้งได้ตรวจเยี่ยมการทำหน้าที่และให้กำลังใจทหารแนวหน้าที่ปฎิบัติการที่ภูมะเขือ และได้เข้าเยี่ยมให้กำลังใจทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบทุนระเบิด
ขณะที่คณะทูตได้มีข้อสงสัยสอบถามถึงแนวทางการดำเนินการของไทย โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้ชี้แจงว่าจากนี้ไปไทยขอสงวนสิทธิ์ที่จะดำเนินการตามความจำเป็นเพื่อปกป้องอธิปไตย และบูรณภาพแห่งดินแดนของไทย โดยไทยจะดำเนินการตามความเหมาะสมกับสถานการณ์ในพื้นที่
นอกจากนี้ คณะทูตยังสอบถามถึงสถานะของ Joint Declaration ว่าไทยฉีกทิ้งหรือไม่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ชี้แจงว่า ณ ปัจจุบันถือว่าระงับ หรือ ภาษาอังกฤษเรียกว่า Pause แต่เมื่อคำนึงถึงความรู้สึกของคนไทย ไม่แน่ใจว่าจะคงสถานะการระงับไว้นานแค่ไหน ซึ่งขึ้นอยู่กับท่าทีและการตอบสนองของฝ่ายกัมพูชา ซึ่งคณะทูตไม่มีคนไหนที่แสดงความกังวลหรือไม่เห็นด้วยกับการระงับ Joint Declaration ซึ่งส่วนใหญ่ได้แสดงความเข้าใจ แต่ก็มีข้อกังวลเพราะไม่อยากให้สถานการณ์มีความรุนแรงขึ้น โดยอยากให้กลับสู่การเจรจา

นายนิกรเดช ยังย้ำว่า ขอให้ประชาชนมั่นใจว่ากระทรวงการต่างประเทศยึดมั่นในสันติวิธี ซึ่งเป็นหลักการที่ยึดถือมาตลอด ขณะเดียวกันรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายจะดำเนินการอย่างรอบด้าน และเต็มกำลัง เพื่อธำรงไว้ซึ่งอธิปไตย และบูรณภาพดินแดนไทย และความมั่นคงปลอดภัยของประชาชนคนไทย ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุด พร้อมทั้งมีความคาดหวังต่อกัมพูชาจะแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยความจริงใจ สุจริตใจ สร้างความเชื่อมั่นให้ไทย และประชาคมโลกเห็นว่าเหตุการณ์เช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก และกัมพูชาจะปฏิบัติตามเงื่อนไขต่าง ๆ ที่ทั้งสองได้ตกลงกันไว้
ส่วนต้องแจ้งไปยังประเทศหรือองค์กรต่างๆที่ให้การสนับสนุนกับกัมพูชาในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดหรือไม่ นายนิกรเดช กล่าวว่าประเทศเหล่านั้นส่วนใหญ่เป็นภาคีของสัญญาออตตาวา เช่น ญี่ปุ่น ที่ได้สื่อสารไปทั้งสองทาง ผ่านไปยังประธานรัฐภาคี ซึ่งก็มีหน้าที่แจ้งความกังวล ข้อเรียกร้องไปสู่ประเทศภาคี และกำลงพิจารณาทำหนังสือตรงไปยังประเทศที่ให้ความช่วยเหลือ อย่างที่เคยทำมาแล้วครั้งหนึ่งในอดีต ว่าเงินช่วยเหลือดังกล่าวอาจจะนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์
ขณะที่การประท้วงออตตาวา ไทยประท้วงไปหลายครั้ง จะมีโอกาสสัมฤทธิ์ผลเมื่อไหร่ นายนิกรเดชกล่าวว่า กลไกของออตอาวาไม่มีการลงโทษ แต่สิ่งที่ทำได้คือการประณามต่อที่ประชุมรัฐภาคีว่ามีการละเมิดอนุสัญญา ถือเป็นการเรียกร้องให้ประเทศผู้สนับสนุนต้องทบทวนว่าจะยังคงให้ความช่วยเหลือต่อไปหรือไม่ หากความช่วยเหลือดังกล่าวถูกนำมาใช้ผิดวัตถุประสงค์ และมีสิทธิ์ให้คู่กรณีของไทยมาอธิบายข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ซึ่งข้อเท็จจริงของไทยชัดเจน อยู่บนพื้นฐานข้อเท็จจริง และกำลังเชิญ AOT ไปลงพื้นที่เพื่อให้ไปยืนยันความจริงดังกล่าว และมีโอกาสที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจะเดินทางไปร่วมประชุมรัฐภาคีด้วยตัวเอง ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณา โดยเรื่องนี้ได้พูดคุยกันตั้งแต่เริ่มเกิดเหตุการณ์ แต่หากไม่ได้ไปประชุมด้วยตัวเองจะมีผู้แทนระดับสูงไปร่วมประชุมแทน
นายนิกรเดช กล่าวถึงการปักปันเขตแดนชั่วคราวเร่วด่วน บริเวณบ้านหนองจาน และหนองหญ้าแก้ว จังหวัดสระแก้ว จะยังดำเนินการอยู่หรือไม่ ว่าขณะนี้กลไกพูดคุยมี 2 กลไก คือ คณะกรรมการชายแดนทั่วไป หรือ จีบีซี ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมขอยุติการพูดคุยไว้ก่อน ดังนั้นกลไกภายใต้จีบีซีจะหยุดไว้ทั้งหมด แต่คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม หรือ เจบีซี ไม่เกี่ยวข้อง ทุกอย่างภายใต้กลไกนี้ยังดำเนินการต่อ
ส่วนการระงับ Joint Declaration จะส่งผลต่อความร่วมมือไทย – กัมพูชาในการปราบอาชญากรรมออนไลน์หรือไม่ นายนิกรเดช กล่าวว่าไม่ส่งผลเพราะหนึ่งในผลหารือจากที่ประชุม สมช. คือ มาตรการอะไรที่ไทยดำเนินการได้ฝ่ายเดียว หรือร่วมกับประเทศอื่นจะยังดำเนินการต่อ โดยเฉพาะการเก็บกู้ทุ่นระเบิดและกอารต่อต้านอาชญากรรมออนไลน์ยังเดินหน้าอยู่ โดยจะดำเนินการให้เข้มข้นขึ้น
ขณะที่มีการวิเคราะห์กันว่าเหตุการณ์ครั้งนี้เป็นความตั้งใจของกัมพูชาที่ต้องการเบี่ยงเบนประเด็นการปราบสแกมเมอร์หรือไม่ เพราะหลายประเทศจับตาเรื่องนี้อยู่ นายนิกรเดชกล่าวว่าตนเองไม่รู้กัมพูชาคิดอะไร แต่คิดว่าเป็น 2 เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแยกออกจากกัน เรื่องที่หนึ่ง คือ การปราบสแกมเมอร์ ที่ดำเนินการอยู่ ซึ่งสิ่งที่กัมพูชาทำได้คือการร่วมมือกับไทย และอีกเรื่องเป็นการละเมิดอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน และ Joint Declaration ซึ่งส่งผลต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของคนไทย และที่สำคัญ คือกระทบกับความรู้สึกของคนไทย คิดว่าต้องใช้เวลาในการแก้ไขปัญหาจากนี้ต้องมองไปข้างหน้า ว่าจะดำเนินการอะไรเพิ่มเติมได้บ้าง
ส่วนในการชี้แจงต่อคณะทูตในวันนี้ (12 พ.ย.) มีปฏิกริยาใดเพิ่มเติมจากสหรัฐอเมริกา และมาเลเซีย ในฐานะผู้สังเกตการณ์การลงนามระหว่าง Joint Declaration ไทย-กัมพูชาหรือไม่นั้น โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงวอชิงตันได้ติดต่อกับผู้แทนสหรัฐอเมริกาเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงแล้ว และแสดงความคาดหวังของไทยที่ให้กัมพูชาแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และอยากให้ติดตามสิ่งที่กัมพูชาควรดำเนินการต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยและมาเลเซีย ได้ส่งผู้แทนระดับสูงทางการทหารมาติดตามเหตุที่เกิดขึ้น และได้พิจารณาดำเนินการใดในสิ่งที่มาเลเซียสามารถดำเนินการได้

