การประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 30 และการประชุมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นการพบกันครั้งแรกของผู้นำอาเซียนในปีนี้ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ฟิลิปปินส์ทำหน้าที่ประธานจัดการประชุมผู้นำอาเซียนอย่างเป็นทางการ โดยจะตามมาด้วยการประชุมผู้นำอาเซียนกับประเทศคู่เจรจาในปลายปีซึ่งจะเป็นการประชุมผู้นำที่ใหญ่กว่านี้มาก เนื่องจากผู้นำของประเทศคู่เจรจาของอาเซียนจำนวนมากจะเดินทางมาเข้าร่วมประชุมกับผู้นำอาเซียน รวมถึงประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐที่ประกาศชัดเจนแล้วว่าจะมาพบปะกับและเข้าร่วมหารือกับผู้นำอาเซียนในปลายปีนี้ด้วย
ก่อนหน้าดูเหมือนสหรัฐภายใต้การนำของประธานาธิบดีทรัมป์จะไม่แสดงท่าทีชัดเจนว่าจะให้ความสำคัญกับภูมิภาคเอเชียในระดับใด หลังจากสิ้นสุดยุคของรัฐบาลสหรัฐภายใต้การนำของอดีตประธานาธิบดีบารัค โอบามาที่ประกาศนโยบาย”ปักหมุดเอเชีย” หรือหันกลับมาให้ความสำคัญกับเอเชียอีกครั้งหนึ่งเพื่อลดทอนอิทธิพลของจีนในภูมิภาคนี้
อย่างไรก็ดีการประกาศว่าประธานาธิบดีทรัมป์จะมาร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 31 และการประชุมสำคัญอื่นๆ ที่จะมีขึ้นในช่วงปลายปี ในทางหนึ่งก็สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลสหรัฐชุดปัจจุบันตระหนักแล้วว่าแม้จะยังคงยึดนโยบาย”อเมริกาต้องมาก่อน”เป็นแก่นแกนในการดำเนินงานทุกด้าน แต่สหรัฐในฐานะที่เป็นมหาอำนาจของโลกก็ไม่อาจตัดขาดตนเองออกจากโลกได้ และสหรัฐยังคงต้องแสดงบทบาทนำในหลายๆ ด้าน ซึ่งแน่นอนว่าการดำเนินนโยบายต่างประเทศที่สมดุลก็เป็นสิ่งที่สหรัฐต้องยึดมั่นต่อไป
สิ่งที่สะท้อนให้เห็นว่าสหรัฐกลับมาให้ความสำคัญกับเอเชียและอาเซียนอีกครั้งแม้จะยังต้องจับตาดูและประเมินสถานการณ์กันต่อไปก็คือการที่นายเร็กซ์ ทิลเลอร์สัน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ ได้เชิญรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ให้ไปพบปะหารือสมัยพิเศษกันที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ในวันที่ 4 พฤษภาคมนี้ ซึ่งนายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศระบุว่า เป็นการไปหารือในประเด็นที่อยู่ในความสนใจของทั้งสองฝ่ายไม่ว่าความมั่นคงในภูมิภาค สถานการณ์ระหว่างประเทศ และความร่วมมือด้านอื่นๆ ซึ่งรวมถึงเรื่องการค้าการลงทุน
การประชุมพิเศษระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนและรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐครั้งนี้ยังเกิดขึ้นในห้วงเวลาเดียวกับที่ปีนี้เป็นปีแห่งการเฉลิมฉลองความสัมพันธ์อาเซียน-สหรัฐครบ 40 ปี นอกจากที่จะได้พบกับนายทิลเลอร์สันแล้ว รัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนยังอาจจะได้พบกับนายเจมส์ แมททิส รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐ รวมถึงฝ่ายความมั่นคงอื่นๆ และพบปะกับภาคธุรกิจสหรัฐอีกด้วย
เชื่อได้เลยว่าเวทีการพบปะหารือดังกล่าวในทางหนึ่งก็เป็นความพยายามของฝ่ายสหรัฐที่ประกาศว่าจะเร่งการดำเนินนโยบายทางการทูตเพื่อหาทางออกต่อกรณีเกาหลีเหนือ ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาถูกมองว่าสถานการณ์บนคาบสมุทรเกาหลีกำลังทวีความตึงเครียดมากขึ้นเรื่อยๆ โดยฝ่ายเกาหลีเหนือพยายามจะบอกว่าการที่ต้องพัฒนาขีปนาวุธหรือนิวเคลียร์ก็เพื่อป้องกันการรุกรานจากสหรัฐที่จับมือกับชาติพันธมิตรอย่างเกาหลีใต้เพื่อรุกรานเกาหลีเหนือ
ความพยายามของเกาหลีเหนือที่จะหาพวกยังปรากฎให้เห็นในจดหมายที่รัฐมนตรีต่างประเทศเกาหลีเหนือส่งถึงเลขาธิการอาเซียน ซึ่งเพิ่งถูกนำมาเผยแพร่ผ่านสำนักข่าวเอเอฟพีก่อนการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งนี้จะเริ่มขึ้น ทั้งที่จดหมายดังกล่าวถูกส่งให้กับเลขาธิการอาเซียนตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม ที่ผ่านมา หรือกว่าหนึ่งเดือนก่อนหน้านี้
เกาหลีเหนือได้ส่งจดหมายเพื่อให้เลขาธิการอาเซียนได้เวียนให้ชาติสมาชิกอาเซียนรับทราบและให้การสนับสนุนเกาหลีเหนือต่อความขัดแย้งและความตึงเครียดที่เกิดขึ้น ซึ่งทำให้ประเด็นเกาหลีเหนือกลายเป็นสิ่งที่ครอบงำความสนใจของผู้ที่มาทำข่าวการประชุมสุดยอดอาเซียนไปทันที แม้ว่าก่อนหน้านี้ความสนใจต่อประเด็นความตึงเครียดบนคาบสมุทรเกาหลีจะมีอยู่แต่ก็เพียงในระดับหนึ่งเท่านั้น เป็นการตัดสินใจเผยแพร่จดหมายให้กับสื่อหลังจากที่เลขาธิการอาเซียนไม่ได้เวียนหนังสือให้ชาติสมาชิกอาเซียนอย่างที่เกาหลีเหนือต้องการ
รัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนจึงได้ออกแถลงการณ์แยกต่อกรณีสถานการณ์บนคาบสมุทรเกาหลีซึ่งไม่เพียงแต่จะเป็นการแสดงท่าทีของอาเซียนต่อกรณีดังกล่าว แต่ยังเป็นการแสดงให้เห็นว่าอาเซียนในฐานะประชาคมยังมีจุดยืนร่วมกันในประเด็นที่อยู่ในความสนใจของโลก ทั้งยังเป็นจุดยืนที่รัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนสามารถนำไปพูดคุยกับรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐในการประชุมที่กำลังจะมีขึ้นในสัปดาห์หน้า และตอบข้อเรียกร้องของเกาหลีเหนืออย่างชัดเจนว่าเกาหลีเหนือจะต้องทำตามข้อมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติและกฎหมายระหว่างประเทศ ขณะที่ทุกฝ่ายต้องหันหน้ามาหาทางแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี ซึ่งต่อกรณีนี้ต้องถือว่าอาเซียนรับมือกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที
สิ่งที่จะต้องจับตาดูหลังจากนี้ไปนอกจากพัฒนาการรายวันบนคาบสมุทรเกาหลีแล้วก็คือเวทีการพูดคุยกันของฝ่ายต่างๆ เพื่อหาทางลดอุณหภูมิความร้อนแรงของประเด็นคาบสมุทรเกาหลีไม่ได้บานปลายใหญ่โตออกไปมากกว่านี้จนถึงกับเป็นการปะทะกันด้วยอาวุธยุทโธปกรณ์ ซึ่งหลายฝ่ายเชื่อว่ายังไม่น่าจะเกิดขึ้น
ขณะที่เวทีการประชุมอาเซียนว่าด้วยความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคงในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก หรือเออาร์เอฟ ที่จะจัดขึ้นพร้อมกับการประชุมสุดยอดอาเซียนในช่วงปลายปี ซึ่งเป็นเพียงเวทีการประชุมด้านความมั่นคงในภูมิภาคเวทีเดียวที่เกาหลีเหนือเป็นสมาชิกอยู่ก็จะกลายเป็นเวทีร้อนตามมา ซึ่งทั้งหมดทั้งปวงนั้นจะทำให้การประชุมสุดยอดอาเซียนในปลายปีนี้ ยิ่งน่าจะได้รับความสนใจมากยิ่งขึ้นไปอีกหลายเท่า

