เรียนรู้จากเสฉวน-ยูนนาน
ถอดบทเรียนการขจัดความยากจน
บนเวที Exclusive Dinner Talk 50 ปี ความสัมพันธ์ไทย-จีน The Golden Road: From Now to Eternity จัดโดยเครือมติชนเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงปัจจัยสำคัญที่ทำให้จีนสามารถพัฒนาอย่างก้าวกระโดดว่า การขจัดความยากจนถือเป็นจุดสำคัญที่ทำให้การเมืองจีนมีความมั่นคงและแข็งแกร่ง เนื่องจากช่วยให้ผู้นำประเทศสามารถบริหารงานได้อย่างต่อเนื่อง จึงทำให้สานต่อนโยบายระยะยาวได้อย่างดี
จากวันที่ได้ฟังนายเศรษฐาพูด มาถึงวันนี้ได้มีโอกาสมาเยือนจีน จึงได้เห็นแนวทางขจัดความยากจนของจีน
ทั้งนี้ อุปสรรคเรื่องความยากจนนั้นยังคงเป็นปัญหาที่มนุษยชาติจำเป็นต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน แต่ก็มีความซับซ้อนและยากที่จะจัดการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่โลกกำลังเผชิญกับความท้าทายรูปแบบใหม่ซึ่งส่งผลให้ความยากจนมีความรุนแรงยิ่งกว่าเดิม
จีนเป็นประเทศที่สามารถจัดการกับปัญหาความยากจนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมในหลายด้าน อาทิ การปรับปรุงคุณภาพชีวิตของประชากร การเพิ่มขึ้นของอายุขัย การลดอัตราการเสียชีวิต ตลอดจนการเพิ่มอัตราการรู้หนังสือของประชาชน
มณฑลเสฉวนและมณฑลยูหนาน เป็นพื้นที่ที่มีบทบาทสำคัญในการขจัดความยากจนของจีน โดยสามารถพลิกฟื้นสถานะความยากจนได้อย่างโดดเด่น แม้จะเผชิญอุปสรรคด้านภูมิศาสตร์จากการเป็นพื้นที่ภูเขาสูงและหุบเขาลึก รวมถึงการมีชนกลุ่มน้อยอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก แต่ก็สามารถพัฒนาให้กลายเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจในปัจจุบันได้สำเร็จ จึงนับเป็นกรณีศึกษาของเส้นทางการขจัดความยากจนของจีนที่สามารถเป็นแบบอย่างให้แก่ประเทศอื่นได้

ฟื้นฟูชนบทด้วยทรัพยากรที่มีอยู่
การส่งเสริมให้ชุมชนใช้ทรัพยากรท้องถิ่นที่มีอยู่และทำให้เกิดมูลค่าเพิ่มเป็นแนวทางสำคัญต่อความสำเร็จในการขจัดความยากจนของจีน เห็นได้ที่ เมืองพานจือฮวา ในมณฑลเสฉวนที่ใช้ข้อได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ พัฒนาการปลูกมะม่วงเป็นอุตสาหกรรมสร้างรายได้ของชุมชน ในด้านภูมิประเทศ การที่พานจือฮวามีพื้นที่สูงจากระดับน้ำทะเลมากกว่าพื้นที่ปลูกมะม่วงทั่วไป แม้จะทำให้มะม่วงโตได้ช้า แต่ปัจจัยนี้เองทำให้มะม่วงมีความหอมและหวานมากกว่า ในทางภูมิอากาศ สภาพอากาศร้อนและแสงแดดทำให้มะม่วงสังเคราะห์แสงเต็มที่ ส่งผลให้มะม่วงมีขนาดใหญ่และมีคุณภาพดี พร้อมกันนี้ยังมีการสร้างห่วงโซ่มูลค่า โดยมีการแปรรูปมะม่วงเป็นผลไม้อบแห้งอีกด้วย
พานจือฮวายังเป็นที่รู้จักกันในชื่อ “เมืองแห่งแร่วาเนเดียมและไทเทเนียม” โดยมีปริมาณวาเนเดียมคิดเป็น 62% ของปริมาณสำรองทั้งประเทศจีน และ 11.6% ของปริมาณสำรองโลก ขณะที่ไทเทเนียมคิดเป็น 91% ของปริมาณสำรองจีนและ 35.2% ของโลก ส่งผลให้พานจือฮวาเป็นฐานผลิตไทเทเนียมครบวงจรที่ใหญ่ที่สุดของจีน ผู้ผลิตเหล็กทางรถไฟชั้นนำของโลก และซัพพลายเออร์เหล็กสำคัญของจีนสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน

อีกหนึ่งตัวอย่างของความสำเร็จของมณฑลเสฉวนในเรื่องนี้เกิดขึ้นที่แคว้นปกครองตนเองเหลียงซาน ซึ่งมีสภาพภูมิอากาศและภูมิประเทศที่เหมาะสมต่อการปลูก หญ้าม็อกซา ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญของการรมยาจีนและผลิตภัณฑ์บำรุง โดยมีการนำไปเพิ่มมูลค่าเป็นสินค้าหลายชนิด เช่น แผ่นความร้อนสำหรับเข่าเพื่อลดอาการปวด ไปจนถึงสกินแคร์ด้วย
ขณะเดียวกัน เขตปกครองตนเองชนชาติจ้วงและชนชาติม้งเหวินซานของมณฑลยูหนานเป็นศูนย์กลางการผลิต โสมซานซี ซึ่งสามารถนำทุกส่วนของต้นมาใช้ในการบริโภคตั้งแต่การนำไปประกอบอาหาร ทำให้เครื่องดื่ม รวมถึงทำเป็นยา ซึ่งมีประโยชน์อย่างยิ่งเนื่องจากช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย
นอกจากนั้น แหล่งรายได้ของชาวบ้านในหมู่บ้านจีวอไจ้ในเขตปกครองตนเองชนชาติอาข่าและอี๋ หงเหอมาจากต้นชาโบราณที่มีอยู่แล้วในพื้นที่ ซึ่งมีอายุมากกว่า 100 ปี และมีมากกว่า 11,000 ต้น ส่งผลให้ 22 ครัวเรือน ที่มีคน 97 คน สามารถหลุดพ้นจากความยากจน และสร้างรายได้ได้มากกว่า 3 ล้านหยวนเมื่อปี 2024 สะท้อนให้ว่าหากใช้ศักยภาพของพื้นที่อย่างเต็มที่ ก็จะสามารถสร้างรายได้แก่ชุมชน ลดความเหลื่อมล้ำและก่อให้เกิดความมั่นคงทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

ยกระดับทรัพยากรมนุษย์ด้วยการศึกษา
การศึกษาถือเป็นรากฐานสำคัญของการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน เพราะช่วยลดช่องว่างทางโอกาสและเป็นการเสริมสร้างศักยภาพของทุนมนุษย์ ซึ่งเป็นผู้ขับเคลื่อนการพัฒนาและทำให้ประเทศก้าวไปข้างหน้า บทเวที Exclusive Dinner Talk นายเศรษฐากล่าวด้วยว่า นโยบายของจีนที่ควรนำมาปรับใช้กับประเทศไทยคือเรื่องการศึกษา การที่จีนสามารถผลิตบัณฑิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานในภาคอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเป็นตัวชับเคลื่อนของการพัฒนา หากไม่มีบุคลากรคุณภาพ อุตสาหกรรมต่างๆ ก็ไม่อาจเติบโตมาถึงระดับปัจจุบันได้
ภาครัฐของจีนมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนให้ประชาชนในพื้นที่ห่างไกลสามารถเข้าถึงการศึกษาอย่างเสมอภาคและทั่วถึง โดยตั้งแต่ปี 1992 กระทรวงการต่างประเทศจีนได้ให้การสนับสนุนด้านการศึกษาของ เขตมาลีโพ ในเขตปกครองตนเองชนชาติจ้วงและชนชาติม้งเหวินซาน โดยได้ให้การสนับสนุนเป็นมูลค่า 106,890,000 หยวน พร้อมกับดำเนินโครงการ 545 โครงการในการก่อสร้างสถานศึกษา หนังสือเรียน เตียงนอน ไปจนถึงทุนการศึกษาด้วย

อีกทั้ง ในช่วงเทศกาลตรุษจีน ปี 2018 ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้เดินทางไปยังเขตปกครองตนเองเหลียงซาน พร้อมทั้งมอบแนวทางและความหวังแก่ประชาชนในพื้นที่ นับแต่นั้นมา ประชาชนที่อาศัยอยู่บนพื้นที่ภูเขาห่างไกลได้โยกย้ายถิ่นฐานมายังที่อยู่อาศัยใหม่ซึ่งก่อสร้างตามมาตรฐานความปลอดภัย พร้อมด้วยระบบน้ำและไฟฟ้าที่ช่วยส่งเสริมการดำรงชีวิตอย่างมีคุณภาพของประชาชน
โรงเรียนอนุบาลชุมชนเจ้าเมย ได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2020 เพื่อรองรับเด็กอายุ 3-6 ปี ไม่เฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ในชุมชนเจ้าเมยเท่านั้น แต่ยังรวมถึงเด็กที่อพยพมาจากหมู่บ้านซวนยาด้วย ปัจจุบันโรงเรียนมีนักเรียนรวมทั้งสิ้น 501 คน และเก็บค่าใช้จ่ายเพียง 5 หยวนต่อวันเท่านั้น นอกจากนี้ ในเหลียงซางยังมี โรงเรียนมัธยมปลายหลัวจีชาน ที่มีนักเรียนสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้มากที่สุดในเขตปกครองตนเอง และโรงเรียนแห่งความหวังกองทัพรถไฟหลัวจีซาน ซึ่งมีนักเรียนส่วนมากเป็นชาวอี๋ ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยด้วย
การที่มณฑลเสฉวนและมณฑลยูหนานใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในพื้นที่อย่างชาญฉลาด รวมถึงส่งเสริมการเข้าถึงการศึกษาของประชาชน ไม่เพียงแค่ช่วยให้ประชากรพ้นจากความยากจนเท่านั้น แต่เป็นการสร้างความยั่งยืนด้านการพัฒนาของชุมชนในระยะยาว และเป็นตัวอย่างอันโดดเด่นของการขจัดความยากจนอย่างเป็นระบบที่น่าศึกษาของจีน

