หน้าแรก ต่างประเทศ ออสเตรเลียปิด...

ออสเตรเลียปิดสนามบิน ไซโคลนฟีนาถล่มนอร์เทิร์นเทร์ริทอรี

23.11.25 | 10:23 น.
REUTERS

ออสเตรเลียปิดสนามบิน ไซโคลนฟีนาถล่มนอร์เทิร์นเทร์ริทอรี

ท่าอากาศยานนานาชาติเมืองดาร์วิน เมืองเอกของดินแดนนอร์เทิร์นเทร์ริทอรี ประเทศออสเตรเลีย ยังคงปิดให้บริการในวันที่ 23 พฤศจิกายน หลังพายุไซโคลนเขตร้อนพัดถล่มเมืองดาร์วินในช่วงกลางดึกที่ผ่านมา ทำให้เกิดกระแสลมรุนแรงที่สร้างความเสียหาย

ตามรายงานของสำนักอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติของออสเตรเลีย ไซโคลนฟีนา ซึ่งเป็นพายุไซโคลนที่มีความรุนแรงระดับ 3 กำลังเคลื่อนออกจากเมืองดาร์วิน ด้วยกำลังลมกระโชกแรงสูงสุดถึง 205 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในวันอาทิตย์ หลังจากเคลื่อนตัวผ่านเมืองดาร์วินเมื่อค่ำวันเสาร์ โดยถือเป็นพายุไซโคลนเขตร้อนที่มีความรุนแรง

ท่าอากาศยานนานาชาติดาร์วินปิดให้บริการตั้งแต่วันเสาร์เพื่อป้องกันผลกระทบจากพายุฟีนา ระบุในวันอาทิตย์ว่า กำลังดำเนินการเพื่อฟื้นฟูการให้บริการโดยเร็วที่สุดเมื่อมีความปลอดภัยเพียงพอ พร้อมประกาศแจ้งเตือนภัยพายุไซโคลนบนซบุ๊กของสนามบินระบุว่า ยังคงมีลมแรงและฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง

เจ้าหน้าที่ได้ออกมาขอร้องให้ชาวดาร์วินอยู่ห่างจากสายไฟฟ้าที่ล้มลงทั่วเมืองในช่วงเช้าของวันอาทิตย์ โดย SecureNT หน่วยงานรับมือเหตุฉุกเฉินโพสต์บนเฟซบุ๊กว่า ขณะนี้ไม่ใช่เวลาที่จะออกไปสำรวจความเสียหาย

Advertisement

ด้านบริษัทไฟฟ้าและประปา Power and Water Corporation ของรัฐ ระบุว่า ยังไม่สามารถประเมินจำนวนผู้ที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ได้ โดยเจ้าหน้าที่ได้เริ่มประเมินความเสียหายในเช้าวันอาทิตย์

สถานีโทรทัศน์ ABC ของออสเตรเลียรายงานว่า มีบ้านเรือนและโครงสร้างพื้นฐานหลายแห่งในพื้นที่ได้รับความเสียหายจากพายุไซโคลน แต่ยังไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส

ตามข้อมูลของสำนักอุตุนิยมวิทยา พายุไซโคลนระดับ 3 ซึ่งอยู่ต่ำกว่าระดับอันตรายสูงสุดสองขั้น มักสร้างความเสียหายต่ออาคาร โครงสร้าง พืชผล และต้นไม้ รวมถึงทำให้ไฟฟ้าดับ

เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา พายุโซนร้อนอัลเฟรดได้พัดถล่มรัฐควีนส์แลนด์ที่อยู่ใกล้เคียง ทำให้โรงเรียนต้องปิดการเรียนการสอน และมีประชาชนหลายแสนคนไม่มีไฟฟ้าใช้

สำหรับชาวดาร์วินซึ่งมีประชากรราว 140,000 คน ไซโคลนฟีนาทำให้รำลึกถึงความทรงจำอันเจ็บปวดจากเหตุการณ์พายุไซโคลนเทรซี่ถล่มเมืองในวันคริสต์มาสปี 1974 ซึ่งทำลายเมืองเกือบทั้งเมืองและคร่าชีวิตผู้คนไป 66 ราย ถือเป็นหนึ่งในภัยพิบัติร้ายแรงที่สุดของออสเตรเลีย