หน้าแรก ต่างประเทศ ฮุน มาเนต แจง...

ฮุน มาเนต แจงยิบ หลังโซเชียลตั้งคำถาม ปักหมุดชั่วคราว ‘กัมพูชา-ไทย’ ทำเสียดินแดนหรือไม่

25.11.25 | 18:15 น.

ฮุน มาเนต แจงยิบ หลังโซเชียลตั้งคำถาม ปักหมุดชั่วคราว ‘กัมพูชา-ไทย’ ทำเสียดินแดนหรือไม่

สมเด็จฯฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา โพสต์เฟซบุ๊กชี้แจงหลังมีการตั้งคำถามเกี่ยวกับการสำรวจและทำการปักหมุดชั่วคราวระหว่างกัมพูชา-ไทย ที่กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ หลังมีการแสดงความเห็นและความห่วงกังวลบนโลกโซเชียลของกัมพูชาว่าเป็นการดำเนินการอย่างรีบเร่งและอาจทำให้กัมพูชาเสียดินแดน ความว่า

ถึงพี่น้องร่วมชาติทั้งหลาย

ปัญหาเรื่องเส้นเขตแดนเป็นประเด็นซับซ้อนที่มีมานานหลายร้อยปีแล้ว เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของเราทุกคนที่จะต้องร่วมกันแก้ไขปัญหานี้ เพื่อให้ประชาชนของทั้งสองประเทศสามารถอยู่ร่วมกันอย่างสันติตามแนวชายแดนในอนาคต

ที่ผ่านมา ผมได้แจ้งให้พี่น้องร่วมชาติทราบถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องของรัฐบาลกัมพูชาในการหาทางออกที่เหมาะสมและยั่งยืน ซึ่งจะช่วยแก้ไขปัญหาต่างๆ เช่น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านจุกเจยและเปรยจัน เพื่อให้ประชาชนของเราสามารถกลับมาใช้ชีวิตและประกอบอาชีพได้ตามปกติอย่างสงบสุข และป้องกันไม่ให้ปัญหานี้ยืดเยื้อต่อไปในอนาคต

Advertisement

การแก้ไขปัญหาเช่นนี้ไม่อาจทำได้ด้วยการใช้ความรุนแรงหรือการใช้กำลัง ในทางตรงกันข้าม มีเพียงสันติวิธีที่ยึดตามอนุสัญญา สนธิสัญญา และข้อตกลงที่มีอยู่เดิมระหว่างกัมพูชาและไทยเท่านั้น จึงจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ต้องการตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้น

ด้วยเจตนารมย์ดังกล่าว และสอดคล้องกับความเข้าใจร่วมกันระหว่างคณะกรรมาธิการร่วม (เจบีซี) กัมพูชา–ไทยว่าด้วยการปักปันเขตแดนทางบก ทั้งสองฝ่ายจึงตกลงกันส่งคณะทำงานสำรวจร่วมลงพื้นที่ เพื่อดำเนินการสำรวจและปักหมุดชั่วคราวระหว่างหลักเขตหมายเลข 42–47 ในจังหวัดบันเตียเมียนเจย และหมายเลข 52–59 ในจังหวัดพระตะบอง

ผมสังเกตเห็นการถกเถียงและความคิดเห็นในสื่อสังคมออนไลน์ รวมถึงความกังวลและคำถามจากประชาชนเกี่ยวกับการสำรวจและปักหมุดชั่วคราวในพื้นที่ดังกล่าว จึงขอใช้โอกาสนี้เพื่อชี้แจงประเด็นสำคัญหลายข้อดังนี้

1.มีผู้กล่าวว่าการสำรวจและติดตั้งหลักเขตชั่วคราวระหว่างหลักเขตหมายเลข 42–47 และ 52–59 ครั้งนี้เกิดขึ้นอย่างเร่งรีบและใช้เวลาสั้นๆ เรื่องนี้เป็นความจริงหรือไม่?

ผมขอชี้แจงว่า การสำรวจและปักหมุดชั่วคราวระหว่างหลักเขตข้างต้นนี้ไม่ใช่งานใหม่ทั้งหมด แต่เป็นงานต่อเนื่องทางเทคนิคที่คณะทำงานเขตแดนร่วมของทั้งสองประเทศได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาราว 20 ปีแล้ว

สำนักเลขาธิการรัฐว่าด้วยกิจการเขตแดนได้ชี้แจงไปเมื่อเร็วๆ นี้ว่า คณะทำงานสำรวจร่วมของกัมพูชาและไทยได้เริ่มลงพื้นที่ตั้งแต่ปี 2006 โดยมีเป้าหมายเพื่อค้นหาตำแหน่งที่แท้จริงของหลักเขตคอนกรีต 74 หลัก ที่คณะกรรมาธิการปักปันเขตแดนระหว่างอินโดจีนและสยามได้ติดตั้งไว้ตั้งแต่ปี 1919–1920

ที่ผ่านมา คณะสำรวจร่วมทำเพียงการตรวจหาตำแหน่งที่แท้จริงของหลักเขตเดิม โดยเฉพาะในช่วงหลักเขตหมายเลข 42–47 และ 52–59 แต่ยังไม่ได้ทำงานปักปันในเขตพื้นที่จริง

ดังนั้น การสำรวจและปักหมุดชั่วคราวในปัจจุบันจึงเป็น ขั้นตอนทางเทคนิคแบบค่อยเป็นค่อยไป เพื่อมุ่งไปสู่การปักปันพื้นที่จริงในอนาคต โดยทำตามบันทึกความเข้าใจปี 2000 (MOU 2000), ข้อกำหนดอ้างอิงปี 2003 (TOR), เจตนารมณ์ในบันทึกการประชุม JBC ในอดีต และข้อกำหนดทางเทคนิคที่ทั้งสองฝ่ายตกลงร่วมกัน

2.การสำรวจและติดตั้งปักหมุดชั่วคราวนี้อ้างอิงหลักเกณฑ์ใด เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและแม่นยำในการปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกัมพูชาตามกฎหมายระหว่างประเทศ?

การตรวจหาตำแหน่งที่แท้จริงของหลักเขตต่าง ๆ รวมถึงหลักเขตหมายเลข 42–47 และ 52–59 ทำขึ้นอย่างระมัดระวังรอบคอบและมีความรับผิดชอบอย่างยิ่ง โดยอ้างอิงเอกสารประวัติศาสตร์จากยุคอาณานิคมฝรั่งเศส โดยเฉพาะบันทึกทางการ (Procès Verbaux) ของคณะกรรมาธิการกำหนดเส้นเขตแดนระหว่างอินโดจีนกับสยามปี 1908–1909 และคณะกรรมาธิการปักหลักเขตแดนระหว่างอินโดจีนกับสยามปี 1919–1920

รัฐบาลกัมพูชาและ JBC ยึดมั่นในความเป็นมืออาชีพและความรับผิดชอบสูงสุดมาโดยตลอด โดยให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของชาติเป็นลำดับแรก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การปกป้องบูรณภาพแห่งดินแดนและอธิปไตยของชาติ ควบคู่กับการเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ หลักการความมั่นคงของชายแดน และเส้นเขตแดนระหว่างกัมพูชาและไทย ที่กำหนดโดยคณะกรรมาธิการกำหนดเขตแดนระหว่างอินโดจีนและสยามอย่างเคร่งครัด

3.การสำรวจและติดตั้งหลักเขตชั่วคราวครั้งนี้จะทำให้กัมพูชาเสียหรือได้พื้นที่หรือไม่?

ผมได้เห็นการถกเถียงในสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่กัมพูชาจะเสียหรือได้พื้นที่จากการดำเนินงานครั้งนี้

ผมขอย้ำว่า เป้าหมายของการสำรวจและปักหมุดชั่วคราวนี้ไม่ใช่เพื่อคำนวณว่าใครจะได้หรือเสียพื้นที่ แต่จุดประสงค์หลักคือการกำหนดเส้นเขตแดนที่ชัดเจนและถูกต้องระหว่างกัมพูชาและไทย โดยยึดตามเอกสารประวัติศาสตร์ที่ถูกต้องตามกฎหมายจากยุคอาณานิคมฝรั่งเศสและกฎหมายระหว่างประเทศ

กัมพูชายึดมั่นในหลักการไม่ละเมิดอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของประเทศเพื่อนบ้าน และในทำนองเดียวกัน กัมพูชาก็จะไม่ยินยอมให้มีการละเมิดอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของตนเช่นกัน

การสำรวจและปักหมุดชั่วคราวเป็นแนวทางเพื่อสันติในระยะยาว มุ่งเป้าไปที่การแก้ไขข้อพิพาท ยุติความขัดแย้ง และช่วยให้ประชาชนที่อยู่ตามแนวชายแดนสามารถใช้ชีวิตอย่างสงบสุขและกลับคืนสู่วิถีชีวิตปกติ ควบคู่ไปกับการรักษาอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกัมพูชาอย่างสมบูรณ์

หลังการสำรวจเสร็จสิ้น คณะทำงานร่วมของทั้งสองประเทศจะตรวจสอบการครอบครองที่ดินของประชาชนทั้งสองฝ่าย เปรียบเทียบกับหมุดชั่วคราว เพื่อหารือร่วมกันและหาทางออกที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับได้ โดยยึดมั่นในการให้ความเคารพต่ออธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกันและกัน

ผมขอย้ำอีกครั้งให้พี่น้องร่วมชาติทุกคนไว้วางใจในรัฐบาลกัมพูชาและ JBC ซึ่งยึดมั่นในความเป็นมืออาชีพและมีความรับผิดชอบสูงสุดมาโดยตลอด โดยให้ความสำคัญกับผลประโยชน์หลักของชาติเป็นลำดับแรก โดยเฉพาะการปกป้องบูรณภาพแห่งดินแดนและอธิปไตย ขณะเดียวกันก็เคารพกฎหมายระหว่างประเทศ หลักความมั่นคงของเขตแดน และเส้นเขตแดนระหว่างกัมพูชา–ไทยที่กำหนดโดยคณะกรรมาธิการกำหนดเขตแดนระหว่างอินโดจีนและสยาม