ความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐลด มะกันกังวลค่าครองชีพสูง-จ้างงานซบเซา
ผู้บริโภคในสหรัฐมีความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจของประเทศลดลงอย่างมากในเดือนพฤศจิกายน หลังจากเหตุการณ์ปิดทำการของรัฐบาล ตัวเลขการจ้างงานที่อ่อนแอ และภาวะเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ในระดับสูง
คอนเฟอเรนซ์บอร์ด ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยเศรษฐกิจภาคเอชนของสหรัฐ ระบุเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายนว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลงเหลือ 88.7 ในเดือนพฤศจิกายน จากตัวเลขเดือนตุลาคมที่ปรับขึ้นไปที่ 95.5 ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศมาตรการภาษีศุลกากรครั้งใหญ่ที่ทำให้ตลาดหุ้นร่วงลงอย่างหนัก
ตัวเลขดังกล่าวชี้ว่า ชาวอเมริกันกังวลต่อค่าครองชีพที่สูงขึ้นและการจ้างงานที่ซบเซา โดยผลสำรวจพบว่าผู้คนมองว่าตลาดแรงงานกำลังแย่ลง ความเชื่อมั่นที่ลดลงอาจก่อให้เกิดปัญหาทางการเมืองสำหรับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และสมาชิกพรรครีพับลิกันในสภาคองเกรส เพราะไม่ว่าประชาชนจากทุกพรรการเมืองต่างมีทัศนคติเชิงลบต่อเศรษฐกิจ และเด่นชัดเป็นพิเศษในกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งอิสระ ตามข้อมูลของคอนเฟอเรนซ์บอร์ด
รายงานของรัฐบาลสหรัฐเมื่อวันอังคารระบุว่า ยอดค้าปลีกชะลอตัวลงในเดือนกันยายน หลังจากขยายตัวขึ้นในช่วงฤดูร้อน แม้นักเศรษฐศาสตร์คาดว่าเศรษฐกิจจะเติบโตดีในไตรมาสกรกฎาคม–กันยายน แต่หลายฝ่ายคาดการณ์ว่าผลประกอบการในสามเดือนสุดท้ายของปีจะอ่อนแรงลงอย่างมาก ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการปิดทำการของรัฐบาล
ผู้บริโภคที่มีความเชื่อมั่นลดลงอาจใช้จ่ายน้อยลง แม้ความเชื่อมโยงระหว่างทั้งสองประเด็นนี้จะไม่ชัดเจนเสมอไป ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การใช้จ่ายของผู้บริโภคยังคงแข็งแรง แม้ข้อมูลจะบ่งชี้ว่าพวกเขามีความวิตกกังวลเพิ่มขึ้นก็ตาม
โธมัส ไซมอนส์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์สหรัฐจากเจฟเฟอรีส์ ซึ่งเป็นธนาคารเพื่อการลงทุน กล่าวว่า เราไม่คิดว่าการใช้จ่ายของผู้บริโภคจะลดลงถึงจุดวิกฤต เนื่องจากปัจจัยที่ผู้คนใช้จ่ายได้แยกตัวออกจากความเชื่อมั่น แต่ความเสี่ยงด้านลบกำลังเพิ่มมากขึ้น
สัดส่วนผู้บริโภคที่กล่าวว่า มีงานมากมายลดลงมาอยู่ที่ 27.6% ในเดือนพฤศจิกายน จาก 28.6% ในเดือนก่อนหน้า และลดลงอย่างมากจาก 37% เมื่อเดือนธันวาคม
ในขณะเดียวกัน 17.9% ระบุว่างานหายาก ซึ่งลดลงเล็กน้อยจาก 18.3% ในเดือนตุลาคม แต่ตัวเลขดังกล่าวยังเพิ่มขึ้นจาก 15.2% ในเดือนกันยายน ตัวเลขเกี่ยวกับการหางานเหล่านี้ถือเป็นตัวชี้วัดที่นักเศรษฐศาสตร์นิยมนำมาใช้ในการคาดการณ์การจ้างงานและอัตราการว่างงาน
ชาวอเมริกันยังคงกังวลต่อค่าครองชีพที่สูง ซึ่งเป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดความห่วงกังวลเกี่ยวกับความสามารถในการใช้จ่าย ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญในการเลือกตั้งเมื่อต้นเดือนนี้
ดานา ปีเตอร์สัน หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของคอนเฟอเรนซ์บอร์ด ระบุว่า การตอบแบบสอบถามของผู้บริโภคเกี่ยวกับปัจจัยที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจ ยังคงกล่าวถึงราคาและเงินเฟ้อ ภาษีศุลกากรและการค้า และการเมือง โดยมีการกล่าวถึงการปิดหน่วยงานของรัฐบาลกลางมากขึ้น ทั้งนี้ การชัตดาวน์ดังกล่าวสิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน
นักเศรษฐศาสตร์ประเมินว่า เศรษฐกิจสหรัฐน่าจะเติบโตในรายปีอย่างแข็งแกร่งราว 3% ในไตรมาสกรกฎาคม–กันยายน แต่อัตราการเติบโตอาจชะลอลงในไตรมาสสุดท้ายของปี ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการปิดทำการของรัฐบาล ซึ่งทำให้พนักงานรัฐไม่ได้รับค่าจ้าง สัญญาถูกระงับ และผลกระทบต่อการเดินทางทางอากาศ
ทั้งนี้ ผลสำรวจของคอนเฟอเรนซ์บอร์ดจัดทำจนถึงวันที่ 18 พฤศจิกายน ซึ่งเป็นเวลาประมาณ 5 วันหลังจากรัฐบาลกลับมาเปิดทำการอีกครั้ง

