หน้าแรก ต่างประเทศ การบินป่วน! แ...

การบินป่วน! แอร์บัส เรียกคืนเครื่อง A320 กว่า 6 พันลำทั่วโลก เหตุพบระบบควบคุมการบินขัดข้อง

29.11.25 | 11:50 น.
ภาพรอยเตอร์

การบินป่วน! แอร์บัส เรียกคืนเครื่อง A320 กว่า 6 พันลำทั่วโลก เหตุพบระบบควบคุมการบินขัดข้อง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า อุตสาหกรรมการบินต้องเผชิญความปั่นป่วนเมื่อบริษัท แอร์บัส (Airbus) ผู้ผลิตเครื่องบินยักษ์ใหญ่โลกสัญชาติยุโรป ออกประกาศแจ้งเตือนในวันที่ 28 พฤศจิกายน ให้เร่งทำการซ่อมแซมเครื่องบินในตระกูล A320 จำนวนกว่า 6,000 ลำที่ใช้งานอยู่ทั่วโลกในทันที เนื่องจากตรวจพบปัญหาว่าการแผ่รังสีสุริยะที่เข้มข้น อาจทำลายระบบคอมพิวเตอร์ควบคุมการบินในระหว่างทำการบินได้ อย่างไรก็ดี ปัญหานี้สามารถแก้ไขได้โดยการอัพเดทซอฟต์แวร์ใหม่ ซึ่งใช้เวลาราว 3 ชั่วโมง แต่หากเป็นเครื่องรุ่นเก่าก็อาจจะต้องเปลี่ยนแผงระบบควบคุมการบินทั้งหมด

การเรียกคืนเครื่องบินรุ่น A320 จำนวนดังกล่าว ที่ถือเป็นการเรียกคืนเครื่องบินครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ 55 ปีของแอร์บัส ซึ่งส่งผลกระทบต่อเครื่องบินมากกว่าครึ่งหนึ่งของฝูงบิน A320 ที่มีใช้งานอยู่ทั่วโลกกว่า 1 หมื่นลำ ซึ่งอาจสร้างความปั่นป่วนให้กับการเดินทางในช่วงสุดสัปดาห์นี้ซึ่งตรงกับเทศกาลวันขอบคุณพระเจ้าของสหรัฐที่มีการเดินทางหนาแน่นที่สุด และอาจทำให้เกิดภาวะชะงักงันของการสัญจรทางอากาศทั่วโลกที่จะทำให้เที่ยวบินล่าช้าหรือถูกยกเลิกได้

ขณะที่แอร์บัสแจ้งเตือนปัญหาดังกล่าวไปยังผู้ใช้งานเครื่องบินรุ่นดังกล่าวกว่า 350 รายนั้น มีเครื่องบินในตระกูล A320 ราว 3,000 ลำ ที่กำลังเดินทางอยู่ สายการบินหลายแห่ง ตั้งแต่ในสหรัฐไปจนถึงอเมริกาใต้ ยุโรป และ อินเดีย ระบุว่า การซ่อมแซมครั้งนี้อาจทำให้เที่ยวบินล่าช้าหรือถูกยกเลิกได้

ผู้ให้บริการเครื่องบินรุ่น A320 รายใหญ่ที่สุดในโลกอย่างสายการบินอเมริกันแอร์ไลน์ ระบุในตอนแรกว่า เครื่องบิน A320 จำนวน 340 ลำ จากที่ทางสายการบินมีอยู่ 480 ลำ จำเป็นต้องได้รับการแก้ไข แต่หลังจากได้รับคำชี้แจงเพิ่มเติมจากแอร์บัส ทางอเมริกันแอร์ไลน์จึงระบุว่ามีเครื่องรุ่นนี้เพียง 209 ลำเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบ คาดว่าส่วนใหญ่จะซ่อมแล้วเสร็จในชั่วข้ามคืน โดยเหลือเพียงมีกี่ลำเท่านั้นที่จะได้รับการแก้ไขในวันที่ 29 พฤศจิกายน

Advertisement

ส่วนสายการบินอื่นๆ อาทิ ลุฟฮันต์ซาของเยอรมนี และอินดิโกของอินเดีย ระบุว่าจะงดบริการเครื่องบินรุ่นนี้ชั่วคราวเพื่อดำเนินการซ่อมแซม ส่วนสายการบิน อีซีเจ็ท ของสหราชอาณาจักร ระบุว่า ได้ดำเนินการแก้ไขเสร็จเรียบร้อยแล้ว

ด้านสายการบิน ANA ของญี่ปุ่น แถลงว่า ได้ยกเลิกเที่ยวบิน 65 เที่ยวในวันที่ 29 พฤศจิกายน ซึ่งจะกระทบผู้โดยสารราว 9,400 คน ส่วนเจ็ตสตาร์แอร์เวย์ส ซึ่งเป็นสายการบินต้นทุนต่ำภายใต้การดำเนินงานของ Qantas สายการบินแห่งชาติของออสเตรเลีย ระบุว่าได้รับผลกระทบจากการเรียกคืนครั้งนี้ แต่ Qantas ยืนยันว่าเครื่องบินของสายการบินเองไม่ได้รับผลกระทบ ขณะที่แอร์นิวซีแลนด์ระบุว่า การเรียกคืนเครื่องบินรุ่นดังกล่าวจะทำให้เที่ยวบินหลายเที่ยวในวันที่ 29 พฤศจิกายนนี้เกิดความล่าช้าและยังคาดว่าอาจมีเที่ยวบินถูกยกเลิกด้วย

ส่วนสายการบิน Avianca ของโคลอมเบีย เปิดเผยว่า การเรียกคืนเครื่องบินรุ่นนี้ ส่งผลกระทบต่อฝูงบินของตนเองกว่า 70% หรือประมาณ 100 ลำ ซึ่งจะทำให้เกิดความปั่นป่วนอย่างมากตลอด 10 วันข้างหน้า และทำให้สายการบินต้องปิดการขายตั๋วเครื่องบินสำหรับการเดินทางไปจนถึงวันที่ 8 ธันวาคม

ทั้งนี้เครื่องบินตระกูล A320 มีการใช้งานทั่วโลกอยู่ประมาณ 11,300 ลำ รวมถึงรุ่นหลัก A320 จำนวน ซึ่งทำการบินครั้งแรกในปีค.ศ. 1987 โดยในบรรดาผู้ให้บริการเครื่อง A320 รายใหญ่ที่สุดของโลก 10 อันดับแรก มีสายการบินสหรัฐรายใหญ่ 4 แห่ง ได้แก่ อเมริกันแอร์ไลน์ เดลต้าแอร์ไลน์ เจ็ตบลู และยูไนเต็ดแอร์ไลน์ที่ระบุว่ามีเพียง 6 ลำในฝูงบินของตนที่ได้รับผลกระทบ นอกจากนี้ ยังมีสายการบินในจีน ยุโรป และอินเดีย เป็นลูกค้ารายสำคัญในเครื่องบิน รุ่น A320 ด้วย

แหล่งข่าวในแวดวงอุตสาหกรรมนี้ระบุว่า การเรียกคืนนี้มีผลกระทบต่อเครื่องบินรุ่นนี้ราว 2 ใน 3 ซึ่งในทางทฤษฎีจะต้องหยุดบินชั่วคราว ขณะที่สายการบินต้องกลับไปใช้ซอฟต์แวร์เวอร์ชั่นก่อนหน้า หรือทำการอัพเดตซอฟต์แวร์ใหม่

แอร์บัสระบุว่า การประกาศเรียกคืนนี้มีขึ้นหลังจากค้นพบว่า เครื่องบินรุ่น A320 อาจได้รับผลกระทบจากการแผ่รังสีสุริยะที่เข้มข้น ซึ่งรังสีดังกล่าวอาจทำให้ข้อมูลสำคัญต่อการทำงานของระบบควบคุมการบินได้รับความเสียหายได้

แหล่งข่าวในแวดวงอุตสาหกรรมนี้กล่าวว่า เหตุการณ์ที่นำไปสู่การแจ้งเตือนให้เร่งแก้ไขปัญหานี้อย่างเร่งด่วนของแอร์บัสนั้น เป็นผลจากกรณีเที่ยวบินของสายการบิน เจ็ตบลู ซึ่งบินจากเมืองแคนคูน ประเทศเม็กซิโก ไปยังนวร์ก รัฐนิวเจอร์ซีย์ของสหรัฐ เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม ได้เกิดเหตุเครื่องบินสูญเสียเพดานบิน]’อย่างกะทันหัน จนต้องนำเที่ยวบินลงจอดฉุกเฉินที่สนามบินในเมืองแทมป้า รัฐฟลอริดา เนื่องจากเกิดปัญหาที่ระบบควบคุมการบินและการลดระดับความสูงลงอย่างกะทันหัน จนเป็นผลให้มีผู้โดยสารได้รับบาดเจ็บ 15 ราย

กรณีที่เกิดขึ้นนำไปสู่การสอบสวนขององค์การบริหารการบินแห่งชาติ(FAA)ของสหรัฐ อย่างไรก็ดี FAA ยังไม่ได้ให้ความเห็นใดๆ ขณะที่สำนักงานความปลอดภัยทางการบินของสหภาพยุโรป(EASA) ได้ออกคำสั่งฉุกเฉินเมื่อคืนวันที่ 28 พฤศจิกายน ให้ดำเนินการแก้ไขปัญหานี้ในทันที