มะกันจ่อเพิ่มรายชื่อประเทศห้ามเข้าเมือง 100% ชี้เป็นปลิง-ก่ออาชญากรรม
บีบีซีรายงานว่า คริสตี โนเอม รัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิของสหรัฐ ระบุว่า เธอจะเสนอให้มีการสั่งห้ามเดินทางของพลเมืองหลายประเทศเข้ามายังสหรัฐเพิ่มเติม โดยอ้างว่าคนเหล่านี้กำลังทำให้สหรัฐเต็มไปด้วยอาชญากรรม
โนเอมโพสต์บนโซเชียลมีเดียว่า เธอได้พบกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และตัดสินใจเสนอให้มีการสั่งห้ามเดินทางอย่างเต็มรูปแบบต่อทุกประเทศที่ทำให้ประเทศของเราเต้มไปด้วยพวกฆาตกร ปลิงดูดเลือด และพวกที่ชอบพึ่งพาสวัสดิการของรัฐ
หลังจากนั้นทรัมป์และกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) ได้แชร์โพสต์ของโนเอมบนบัญชีโซเชียลมีเดียอย่างเป็นทางการของพวกเขา
อย่างไรก็ดี ขณะนี้ยังไม่ชัดเจนว่าประเทศใดจะได้รับผลกระทบจากคำสั่งห้ามเดินทางที่กำลังจะออกมาล่าสุดนี้ หรือคำสั่งดังกล่าวจะเริ่มมีผลบังคับใช้เมื่อใด โดย DHS บอกกับบีบีซีว่าจะประกาศรายชื่อประเทศที่จะถูกสั่งห้ามเดินทางเข้าสหรัฐรอบใหม่ในเร็วๆ นี้
คาโรไลน์ เลวิตต์ โฆษกทำเนียบขาว บอกกับ Fox News ว่า เมื่อหลายเดือนก่อน ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ประกาศคำสั่งห้ามเดินทางมายังสหรัฐกับประเทศโลกที่สามและประเทศที่เป็นรัฐล้มเหลว คำแนะนำของโนเอมจะขยายบัญชีรายชื่อให้ครอบคลุมประเทศอื่นๆ มากขึ้น
เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน ทำเนียบขาวได้เผยรายชื่อ 19 ประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประเทศในแอฟริกา ตะวันออกกลาง และแคริบเบียน ที่จะถูกจำกัดการเข้ามายังสหรัฐทั้งหมดหรือบางส่วน
CBS News ซึ่งเป็นพันธมิตของบีบีซีในสหรัฐรายงานโดยอ้างเจ้าหน้าที่สหรัฐหลายคนว่า การเพิ่มรายชื่อของโนเอมจะทำให้จำนวนรวมของประเทศที่จะถูกห้ามการเดินทางมายังสหรัฐอยู่ที่ราว 30 ประเทศ
ถ้อยแถลงของโนเอมเกิดขึ้นไม่กี่วันหลังจากสมาชิกกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ 2 นายถูกยิงในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน ก่อนหน้านี้เธอได้ระบุบนโซเชียลมีเดียว่า ชาวอัฟกานิสถาน 100,000 คนได้เดินทางเข้ามาในสหรัฐภายใต้โครงการ Operation Allies Welcome ในยุคอดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน และเธอระบุว่า DHS จะยกเครื่องกระบวนการคัดกรองและการตรวจสอบประวัติใหม่
เจ้าหน้าที่ระบุผู้ต้องสงสัยในเหตุกราดยิงที่ดีซีว่าเป็นชาวอัฟกันที่เดินทางเข้ามายังสหรัฐในปี 2021 ภายใต้โครงการดังกล่าว ซึ่งออกแบบมาสำหรับพลเมืองท้องถิ่นที่เคยทำงานร่วมกับกองทัพสหรัฐ ระหว่างภารกิจยาวนาน 20 ปีในอัฟกานิสถาน
ตามข้อมูลเมื่อปีก่อนซึ่ง CBS News ได้รับระบุว่า ผู้ต้องสงสัยประสบปัญหาสุขภาพจิตหลังเดินทางถึงสหรัฐ
รัฐบาลทรัมป์เพิ่มความเข้มงวดในนโยบายตรวจคนเข้าเมืองมากขึ้นหลังเหตุดังกล่าว ซึ่งทำให้ซาราห์ เบกสตรอม วัย 20 ปีเสียชีวิต และทำให้อันดรูว์ วูล์ฟ วัย 24 ปีบาดเจ็บสาหัส ด้านผู้ว่าการรัฐเวสต์เวอร์จิเนีย แพทริก มอร์ริซีย์ กล่าวว่า ล่าสุดวูล์ฟตอบสนองพยาบาลด้วยการชูนิ้วโป้ง แต่เขายังคงมีอาการสาหัสขณะเข้ารับการรักษาตัวต่อเนื่องในโรงพยาบาล
โจเซฟ เอดโลว์ ผู้อำนวยการสำนักบริการสัญชาติและตรวจคนเข้าเมืองสหรัฐ ระบุว่า หลังจากเหตุการณ์กราดยิงในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. การตัดสินใจทั้งหมดเกี่ยวกับการขอสถานะผู้ลี้ภัยก็ถูกระงับลง และจะยังคงระงับการพิจารณาต่อไป จนกว่าเราจะมั่นใจได้ว่าชาวต่างชาติทุกคนได้รับการตรวจสอบและคัดกรองอย่างเข้มงวดที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
เอดโลว์ยังกล่าวด้วยว่า เขาได้รับคำสั่งจากทรัมป์ให้ทบทวนกรีนการ์ดที่ออกให้แก่บุคคลที่อพยพมายังสหรัฐจากจาก 19 ประเทศด้วย
หลังเกิดเหตุยิงกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ ทรัมป์ขู่ที่จะระงับ “การย้ายถิ่นฐานอย่างถาวร” จากประเทศโลกที่สามทั้งหมด โดยคำว่า “โลกที่สาม” เป็นคำที่เคยใช้เรียกประเทศยากจนหรือประเทศกำลังพัฒนา
ในโพสต์วันขอบคุณพระเจ้า ทรัมป์กล่าวโทษผู้ลี้ภัยว่าเป็นสาเหตุให้เกิด “ความผิดปกติทางสังคมในอเมริกา” และสาบานว่าจะขับไล่ “ทุกคนที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์” ต่อสหรัฐ
ในการดำรงตำแหน่งสมัยที่สองของเขา ทรัมป์ได้พยายามออกกฎหมายดำเนินการเนรเทศผู้อพยพผิดกฎหมายจำนวนมาก ลดจำนวนผู้ลี้ภัยที่รับเข้าแต่ละปี และยุติสิทธิการได้สัญชาติโดยอัตโนมัติของผู้ที่เกิดบนแผ่นดินสหรัฐ
ขณะที่สหประชาชาติเรียกร้องให้สหรัฐปฏิบัติตามข้อตกลงระหว่างประเทศเกี่ยวกับผู้ขอลี้ภัย

