หลังคาครอบ ‘โรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิล’ เก็บกัมมันตรังสี ไม่เต็มประสิทธิภาพ หลังเจอโดรนถล่ม
สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า โครงสร้างป้องกันเพื่อกักเก็บสารกัมมันตรังสีของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิล ในประเทศยูเครน สูญเสียการทำงานด้านความปลอดภัยหลัก ภายหลังจากที่ถูกโดรนโจมตีจนโครงสร้างปิดคลุมโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิลได้รับความเสียหาย ตามรายงานของทบวงพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม ซึ่งยูเครนอ้างว่ารัสเซียอยู่เบื้องหลังการโจมตีดังกล่าวด้วยโดรน
องค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ได้รับรายงานจากทางการยูเครนเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ว่ามีโดรนติดหัวรบระเบิดอานุภาพสูงโจมตีโครงสร้างปิดคลุมโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิล ในภูมิภาคเคียฟ ประเทศยูเครน ทำให้เกิดไฟไหม้และความเสียหายที่บริเวณแผ่นป้องกันด้านนอก เหนือเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์หมายเลข 4 ที่ระเบิดในปี 1986 จนปล่อยกัมมันตภาพรังสีไปทั่วทวีปยุโรป แต่รัสเซียปฏิเสธว่าไม่ได้อยู่เบื้องหลังการส่งโดรนโจมตีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิล
IAEA ได้ลงพื้นที่สำรวจความเสียหายโครงสร้างปิดคลุมที่ทำจากเหล็กที่เพิ่งสร้างเสร็จเมื่อปี 2019 นายราฟาเอล กรอสซี ผู้อำนวยการ IAEA กล่าวถึงผลของการลงพื้นที่สำรวจความเสียหายว่า โครงสร้างปิดคลุมได้สูญเสียการทำงานด้านความปลอดภัย รวมถึงขีดความสามารถในการกักเก็บสารกัมมันตรังสี แต่ระบบโครงสร้างรับน้ำหนักและระบบตรวจวัดไม่ได้รับความเสียหายหนัก
กรอสซีบอกอีกว่า มีการซ่อมแซมความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้ว แต่ยืนยันว่าต้องมีการซ่อมแซมครั้งใหญ่เพื่อไม่ให้ความเสียหายของโครงสร้างแย่ไปมากกว่านี้และเพื่อให้แน่ใจว่าจะสามารถรักษาความปลอดภัยทางนิวเคลียร์ได้ในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม รายงานของยูเอ็นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ระบุว่า ระดับกัมมันตรังสียังอยู่ในระดับปกติและคงที่ รวมถึงยังไม่มีรายงานการรั่วไหลของสารแต่อย่างใด ทั้งนี้ รัสเซียเคยเข้ายึดพื้นที่ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิลเป็นเวลานานกว่า 1 เดือนในช่วงต้นของสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2022 ในขณะที่กองทัพรัสเซียพยายามเคลื่อนทัพมุ่งหน้าไปยังกรุงเคียฟ เมืองหลวงของยูเครน

