จับชีพจรสัมพันธ์’ไทย-กัมพูชา’
จากเวทีอนุสัญญาออตตาวา
สิ่งที่คณะผู้แทนไทยนำโดย นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ทำในระหว่างการเข้าร่วมประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล (อนุสัญญาออตตาวา) ครั้งที่ 22 (22MSP) ณ นครเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ ในวันที่ 4-5 ธันวาคม ทุกคนคงได้ทราบกันแล้วจากข่าว ถือว่าเป็นการดำเนินการดีที่สุดแล้วในการทำให้โลกได้รับทราบถึงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา หลังทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดมาแล้ว 7 รอบ จนต้องกลายเป็นคนพิการหรือได้รับบาดเจ็บจากอาวุธที่ไม่เป็นที่ยอมรับให้ใช้งานบนโลกในปัจจุบัน และเป็นครั้งแรกที่มีการนำเอาคลิปที่ทหารกัมพูชาสอนวิธีวางทุ่นระเบิด PMN-2 รวมถึงหนังสือที่เป็นการยืนยันจากคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) ว่า เหตุระเบิดที่เกิดขึ้นกับทหารไทยทุกครั้งมาจากทุ่นระเบิดที่ถูกวางใหม่ทั้งหมดมาเปิดเผย
ไม่แปลกใจที่ทำไมกัมพูชาจึงพยายามประท้วงไม่ให้มีการเผยแพร่คลิปเหล่านี้ เพราะมันเป็นเสมือนการตบหน้ากัมพูชาที่อ้างมาตลอดว่า ไทยกล่าวหากัมพูชาโดยไม่มีหลักฐาน ไม่มีการตรวจสอบจากคณะกรรมการที่เป็นอิสระ และที่สำคัญที่สุด หากกัมพูชาเชื่อว่าตนเองไม่ได้ทำการวางทุ่นระเบิดใหม่ ก็คงไม่ต้องพยายามประท้วงเพื่อไม่ให้รัฐภาคีในที่ประชุม 22MSP ได้เห็นหลักฐานเหล่านี้ ท่าทีของกัมพูชาต่อคลิปและเอกสารต่างๆ ที่ไทยนำเสนอ เป็นเสียงที่ดังที่สุดที่ทำให้โลกได้ประจักษ์ว่า สิ่งที่ไทยพูด หลักฐานที่ไทยนำมาแสดง กับคำปฏิเสธตลอดมาของกัมพูชา สิ่งใดมีน้ำหนักและน่าเชื่อถือมากกว่ากัน
กระนั้นก็ดีในประเด็นที่หลายคนเฝ้ารอว่าจะมีการดำเนินการกับกัมพูชาในเรื่องนี้ต่อไปอย่างไร ก่อนอื่นอยากจะชี้แจงให้เข้าใจว่า การดำเนินการภายใต้อนุสัญญาออตตาวา และโดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อข้อเรียกร้องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนของไทย ในการใช้ข้อ 8 วรรค 2 ขอให้มีการตั้งคณะกรรมการอิสระขึ้นมาตรวจสอบข้อเท็จจริงในพื้นที่ เป็นกระบวนการที่ไม่ได้ง่ายดายอย่างที่หลายฝ่ายคิด ประเด็นที่สำคัญที่สุดคือเงิน ที่เป็นปัญหาสำคัญอย่างยิ่งของการทำงานภายใต้กรอบสหประชาชาติในปัจจุบัน การดำเนินการต่างๆ ในกรอบอนุสัญญาออตตาวาขับเคลื่อนด้วยเงินบริจาคจากประเทศผู้บริจาค ภารกิจในการจัดตั้งคณะกรรมการอิสระของไทยก็เป็นเรื่องที่ต้องใช้เงิน การดำเนินการต่างๆ ภายใต้กรอบพหุภาคีเช่นนี้จึงไม่ใช่เรื่องง่ายและไม่ได้จะเห็นผลกันในเวลาอันรวดเร็ว แต่อย่างน้อย สิ่งที่นายสีหศักดิ์และคณะผู้แทนไทยได้ร่วมกันทำในครั้งนี้ ก็เป็นการผลักดันให้โลกได้เห็นความจริง และผลักดันให้กระบวนการในการตรวจสอบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้เริ่มต้นขึ้นแล้วอย่างเป็นทางการ
การที่ไทยเลือกดำเนินการเช่นนี้อยู่บนพื้นฐานของความเชื่อที่ว่าภาคีออตตาวาควรต้องมีส่วนในการแก้ไขปัญหาการวางทุ่นระเบิดใหม่ ซึ่งมีความสำคัญไม่เฉพาะกับไทยที่ได้รับผบกระทบโดยตรงเท่านั้น แต่ยังกระทบต่อความน่าเชื่อถือของอนุสัญญา ที่ไม่ควรเป็นเพียงกลไกสำหรับการแก้ไขปัญหาที่ตกค้างมาในอดีต ในทางตรงกันข้าม การแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพจะยิ่งเป็นตัวช่วยให้อนุสัญญาดังกล่าวมีความน่าเชื่อถือ และมีน้ำหนักในมุมมองของผู้คนมากยิ่งขึ้นตามไปด้วย
ตามข้อ 8 ของอนุสัญญา เริ่มด้วยการให้รัฐภาคีปรึกษาหารือและร่วมมือกัน กัมพูชาพยายามจะกล่าวหาไทยว่ากระโดดข้ามขั้นไปยังข้อ 8 วรรค 2 โดยไม่ได้ปรึกษาหารือกับกัมพูชาก่อน ทั้งที่ในความเป็นจริงคือกัมพูชาไม่ได้ดำเนินการตามข้อเรียกร้องของไทยให้มีการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม ตามที่ได้ตกลงกันไว้ในกรอบคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (จีบีซี) ไทย-กัมพูชา ซึ่งเป็น 1 ในเงื่อนไข 4 ข้อที่ไทยพูดมาตลอด ขณะที่ฝ่ายกัมพูชาก็นิ่งเฉยมาโดยตลอดเช่นเดียวกัน
ไทยได้เดินเกมรุกด้วยการยื่นเรื่องให้กับ นายอันโตนิอู กุแตเรซ เลขาธิการสหประชาชาติตั้งแต่ที่ทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดครั้งแรก และล่าสุดเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม ตามเวลาในนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา นายเชิดชาย ใช้ไววิทย์ เอกอัครราชทูต ผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก ก็ได้เข้าพบกับนายกุแตเรซเพื่อยื่นหลักฐานขอคำชี้แจงเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลที่ไทยเคยยื่นเรื่องกับเลขาธิการสหประชาชาติไปก่อนหน้านี้แล้วหลายครั้ง
สอดประสานกับการประชุมภาคีออตตาวาที่เจนีวาในเวลาเดียวกัน ซึ่งที่ประชุมได้มีวาระการพิจารณานำเรื่องนี้มาหารือในที่ประชุม 22MSP ที่นายสีหศักดิ์เดินทางมาเข้าร่วมด้วยตัวเอง และเป็นที่มาของการเปิดเผยเอกสารหลักฐานที่ไทยได้ยื่นประกอบการแจ้งเหตุการเหยียบทุ่นระเบิดของทหารไทยทั้ง 7 ครั้ง ขณะชี้แจงต่อเลขาธิการสหประชาชาติ สิ่งที่ไทยนำมาเสนอในที่ประชุม 22MSP ครั้งนี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของข้อมูลและหลักฐานประกอบต่างๆ รวม 108 หน้าที่ได้ยื่นให้นายกุแตเรซไปแล้ว

นายสีหศักดิ์ระบุว่า นี่เป็นการเปิดเกมรุก เพราะไทยมองว่าการตั้งคณะตรวจสอบอิสระก็จะทำให้กัมพูชาต้องร่วมมือ จึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด และการที่รัฐมนตรีต่างประเทศเดินทางไปร่วมประชุมด้วยตนเอง ก็เป็นการเน้นย้ำให้เห็นความสำคัญที่รัฐบาลไทยให้กับเรื่องนี้ นายสีหศักดิ์ย้ำว่าการชี้แจงของเขาในเวทีนี้ ถือเป็นการพูดแทนประชาชนคนไทยทุกคน
ในขณะที่ฝ่ายไทยพยายามแก้ไขข้อพิพาที่ค้างคาอยู่ระหว่างกันผ่านกลไกระหว่างประเทศที่ทั้งสองชาติเป็นสมาชิก ท่าทีของกัมพูชากลับดูไม่ยี่หระใดๆ แม้แต่น้อย
ฝ่ายกัมพูชาพยายามชี้แจงในที่ประชุมว่า ข้อมูลและข้อกล่าวหาของไทยไม่มีความน่าเชื่อถือ เพราะจัดทำขึ้นฝ่ายเดียว ไม่มีผู้เชี่ยวชาญที่เป็นอิสระ ไม่มีหลักฐานด้านนิติวิทยาศาสตร์และหลักฐานเชิงประจักษ์ที่เชื่อถือได้ แต่ก็ประกาศความพร้อมที่จะทำการตรวจสอบในเรื่องดังกล่าวร่วมกับไทย ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่าเป็นการพูดแก้เกี้ยวหรือเป็นความตั้งใจจริง
พฤติกรรมของกัมพูชาชวนให้ตั้งคำถามอยู่ตลอดเวลา ในขณะที่กัมพูชาเล่นบทเหยื่อต่อโลก กล่าวหาไทยว่าสร้างหลักฐานเท็จ กัมพูชาก็พูดเป็นแผ่นเสียงตกร่องว่า ทุ่นระเบิดทั้งหมดที่ทหารไทยเหยียบจนขาขาดล้วนแต่เป็นของเก่า กัมพูชาไม่เคยวางทุ่นระเบิดใหม่ แต่กลับพยายามห้ามไม่ให้มีการเปิดหลักฐานเชิงประจักษ์ของไทย ซึ่งถูกประธานในที่ประชุมเบรกไป พร้อมยืนยันว่าไม่มีกฎระเบียบใดเกี่ยวกับประเภทของเนื้อหาที่จะนำมาใช้ในการใช้สิทธิตอบโต้
ข่าวแว่วมาว่า แม้แต่ในการขอขยายเวลาการเก็บกู้ทุ่นระเบิดที่กัมพูชาขอยืดเวลาออกไป 5 ปีในระหว่างการประชุม 22MSP กัมพูชาได้เสนอตัดข้อความในรายงานการประชุมที่เกี่ยวกับกลไกทวิภาคีกับไทยในเรื่องการเก็บกู้ทุ่นระเบิด ในการดำเนินการในช่วงเวลาที่ได้รับการต่ออายุออกไป ที่ดูจะย้อนแย้งต่อท่าทีที่กัมพูชาพยายามจะบอกกับโลก ทั้งที่พื้นที่ชายแดนกัมพูชา-ไทยในปัจจุบัน เป็นพื้นที่ที่มีความสูญเสียอันเนื่องมาจากทุ่นระเบิดสังหารบุคคลมากที่สุด การเก็บกู้ทุ่นระเบิดของกัมพูชาในบริเวณพรมแดนที่ติดกับไทย ควรเป็นพื้นที่ที่ฝ่ายกัมพูชาเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จเป็นลำดับแรกเสียด้วยซ้ำ
หลังเสร็จสิ้นการประชุม 22MSP นายสีหศักดิ์ ยังได้ไปพบหารือกับ ยูนิซ เอ็ม. เท็มโบ ลูอัมเบีย เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรแซมเบียประจำประชาชาติ ณ นครเจนีวา ซึ่งขึ้นดำรงตำแหน่งประธานรัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวาในวาระต่อไป เพื่อเล่าให้ฟังถึงสถานการณ์ไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับเหตุทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิด ซึ่งถือเป็นการละเมิดอนุสัญญาออตตาวาอย่างร้ายแรง เป็นการปูพื้นและสร้างความเข้าใจให้กับประธานอนุสัญญาออตตาวาที่รับไม้ต่อจากญี่ปุ่นทันที
ไม่เพียงเท่านั้น กระแสข่าวยังแว่วมาอีกว่า การประชุมผู้นำแม่โขง-ล้านช้าง ที่สมาชิกประกอบด้วยจีน ไทย ลาว เมียนมา เวียดนาม และกัมพูชา ซึ่งมีกำหนดจะจัดขึ้นในกลางเดือนธันวาคมนี้ ที่สุดแล้วอาจจะเจอโรคเลื่อน เพราะผู้นำกัมพูชาไม่พร้อมจะเดินทางมาร่วมประชุมในไทย แต่จะขอใช้การประชุมทางไกลแทน ซึ่งผิดความตั้งใจของที่ประชุมที่ต้องการให้ผู้นำทุกชาติสมาชิกเดินทางมาร่วมประชุมด้วยตนเอง
ทั้งหมดนี้นำไปสู่การตั้งคำถามถึงความจริงใจของกัมพูชา ในการที่จะแก้ไขปัญหาที่มีกับไทย แต่หากดูจากพฤติกรรมที่แยกแยะไม่ได้ว่าเรื่องใดเป็นเรื่องทวิภาคี เรื่องใดเป็นความร่วมมือในภูมิภาค ก็คงยากที่จะหวังว่า ความสัมพันธ์และความร่วมมือไทย-กัมพูชาจะดีขึ้นได้ในเร็ววัน
เหตุปะทะล่าสุดที่ภูผาเหล็กเป็นคำตอบ

