หนาว! ยุทธศาสตร์มั่นคงใหม่ทรัมป์ มุ่งเสริมกำลังทหารในอินโด-แปซิฟิก เตือนยุโรปใกล้ล่มสลาย
รัฐบาลสหรัฐภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงแห่งชาติฉบับใหม่ โดยระบุว่า สหรัฐอเมริกาจะยืนยันอำนาจนำของตนในซีกโลกตะวันตกอีกครั้ง พร้อมกับเดินหน้าเสริมกำลังทหารในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก และอาจทบทวนความสัมพันธ์กับยุโรป โดยเอกสารดังกล่าวมีเนื้อหาครอบคลุมกว้าง และมีเป้าหมายเพื่อกำหนดบทบาทของสหรัฐบนเวทีโลกขึ้นมาใหม่
เอกสารยุทธศาสตร์ดังกล่าวซึ่งเผยแพร่ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา อธิบายวิสัยทัศน์ของทรัมป์ว่าเป็น “ความสมจริงที่ยืดหยุ่น” และระบุว่าสหรัฐควรฟื้นฟู “หลักการมอนโร” จากศตวรรษที่ 19 ซึ่งประกาศให้ซีกโลกตะวันตกเป็นเขตอิทธิพลของสหรัฐ พร้อมเตือนว่ายุโรปกำลังเผชิญ “การล่มสลายทางอารยธรรม” และจำเป็นต้องปรับทิศทางใหม่
เอกสารฉบับนี้เป็นการแสดงเจตจำนงที่เด่นชัดที่สุดของทรัมป์ในการพลิกโฉมระเบียบโลกหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งสหรัฐเป็นผู้นำ และยังสร้างเครือข่ายพันธมิตรและกรอบความร่วมมือพหุภาคีจำนวนมาก และปรับเปลี่ยนระเบียบโลกใหม่ให้เป็นไปตามแนวคิด “อเมริกามาก่อน” ของทรัมป์
เอกสารที่มีความยาว 29 หน้า ระบุว่า “นโยบายต่างประเทศของประธานาธิบดีทรัมป์เน้นที่การปฏิบัติจริง โดยไม่ยึดติดกับแนวคิด ‘ปฏิบัตินิยม’ เน้นความสมจริงโดยไม่ยึด ‘สัจนิยม’ ยึดหลักการแต่ไม่ยึดติดกับ ‘อุดมคตินิยม’ แข็งแกร่งแต่ไม่ยึดติดกับแนวคิด ‘สายเหยี่ยว’ และยับยั้งชั่งใจโดยไม่ใช่ ‘สายพิราบ’ โดยสิ่งที่สำคัญสูงสุดในการขับเคลื่อนนโยบายนี้ คือสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่ออเมริกาเป็นหลัก”
เอกสารยังระบุด้วยว่า รัฐบาลทรัมป์จะ “ฟื้นฟูความมีอำนาจเหนือของสหรัฐ” ในซีกโลกตะวันตก และยกภูมิภาคอยู่ในลำดับความสำคัญสูงสุดของนโยบายต่างประเทศของรัฐบาล
“นี่คือการต่อยอดของทรัมป์ต่อหลักการมอนโร ซึ่งเป็นสามัญสำนึกและฟื้นฟูอำนาจ รวมถึงลำดับความสำคัญของสหรัฐอย่างมีเหตุผลและทรงพลัง สอดคล้องกับผลประโยชน์ด้านความมั่นคงของอเมริกา” เอกสารระบุ และว่า การเสริมกำลังทหารจำนวนมากของสหรัฐในภูมิภาคนี้ ไม่ใช่มาตรการชั่วคราว
ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเอเชีย เอกสารระบุว่า ทรัมป์ตั้งเป้าที่จะยับยั้งความขัดแย้งกับจีนเกี่ยวกับไต้หวันและทะเลจีนใต้ ด้วยการเสริมกำลังทหารของสหรัฐและชาติพันธมิตรให้เหนือกว่า โดยระบุว่า “การป้องปรามความขัดแย้งเกี่ยวกับไต้หวัน โดยหลักการแล้วคือการคงไว้ซึ่งอำนาจทางทหารที่เหนือกว่า ถือเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด”
ยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงแห่งชาติฉบับใหม่ของทรัมป์ให้ความสำคัญกับไต้หวัน โดยมีการกล่าวถึงไต้หวันถึง 8 ครั้งใน 3 ย่อหน้า เมื่อเทียบกับเอกสารฉบับเดียวกันในการดำรงตำแหน่งสมัยแรกของทรัมป์ โดยเอกสารใหม่นี้สรุปว่า เป็นเรื่องถูกต้องแล้วที่ต้องมุ่งความสนใจไปที่ไต้หวันอย่างมาก เนื่องจากไต้หวันมีทำเลที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์ในน่านน้ำที่อุดมด้วยการค้าและมีอำนาจเหนือตลาดการผลิตเซมิคอนดักเตอร์
เอกสารฉบับล่าสุดระบุว่า เราจะสร้างกองทัพที่มีความสามารถในการปฏิเสธการรุกรานได้ทุกที่ ในหมู่เกาะที่ทอดยาวจากญี่ปุ่นไปจนถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ “แต่กองทัพสหรัฐไม่สามารถและไม่ควรต้องทำเช่นนี้เพียงลำพัง พันธมิตรของเราต้องก้าวขึ้นมาและจ่าย และที่สำคัญกว่านั้นคือ ต้องทำมากกว่านี้เพื่อการป้องกันร่วมกัน
ยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงล่าสุดของทรัมป์ระบุว่า สิ่งนี้จะเสริมสร้างความสามารถของสหรัฐและพันธมิตรในการปฏิเสธความพยายามใดๆ ที่จะยึดครองไต้หวัน หรือมาตรการอื่นๆ ที่จะทำให้การป้องกันเกาะนั้นเป็นไปไม่ได้
ประเด็นไต้หวันเป็นชนวนให้เกิดความตึงเครียดในความสัมพันธ์สหรัฐ-จีนมานานหลายปี อย่างไรก็ดี การที่ทรัมป์มีประวัติการดำเนินนโยบายต่างประเทศที่ไม่เป็นไปตามแบบแผน ทำให้ยากจะคาดเดาว่าเนื้อหาในเอกสารที่เป็นประเด็นด้านความมั่นคงแห่งชาติอย่างเป็นทางการนี้จะนำไปสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมอย่างไร
สำหรับประเด็นเกี่ยวกับยุโรป เอกสารของรัฐบาลทรัมป์แสดงมุมมองเชิงลบต่อพันธมิตรดั้งเดิมในยุโรป โดยเตือนว่าทวีปยุโรปกำลังเผชิญ “การล่มสลายทางอารยธรรม” และจำเป็นต้องเปลี่ยนเส้นทางหากต้องการรักษาสถานะความเป็นพันธมิตรที่เชื่อถือได้ของสหรัฐ
ทั้งยังบอกด้วยว่า ในระยะยาว มีความเป็นไปได้สูงว่าภายในไม่กี่ทศวรรษข้างหน้า สมาชิกองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (นาโต) บางประเทศอาจมีประชากรส่วนใหญ่ที่ไม่ใช่คนยุโรป และรัฐบาลทรัมป์ต้องการฟื้นฟู “อัตลักษณ์ตะวันตก” ในยุโรป ซึ่งสอดคล้องกับที่ทรัมป์มักใช้ถ้อยคำเหยียดเชื้อชาติต่อผู้อพยพผิวสีในสหรัฐมากขึ้นเรื่อยๆ
เอกสารฉบับนี้เป็นการแสดงท่าทีล่าสุดของเจ้าหน้าที่สหรัฐ ที่ได้สั่นคลอนสมมุติฐานซึ่งยึดถือกันมาตั้งแต่หลังสงครามโลกว่า พันธมิตรที่แข็งแกร่งที่สุดของยุโรปคือสหรัฐ
อย่างไรก็ดี ประเด็นที่ทำให้ยุโรปหวาดหวั่นมากที่สุดอาจเป็นส่วนหนึ่งของเอกสารยุทธศาสตร์ระบุว่า การเจรจาเพื่อหาทางยุติสงครามในยูเครนอย่างรวดเร็ว และการฟื้นฟู “เสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์” กับรัสเซีย เป็นผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ของสหรัฐ

