นักวิทย์เชื่อ อุณหภูมิน้ำทะเลสูงขึ้น ตัวการทำพายุพัดถล่มเอเชียหนักขึ้น
สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ทีมนักวิทยาศาสตร์จาก World Weather Attribution เปิดเผยผลการศึกษา เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม ว่าพายุที่พัดถล่มประเทศศรีลังกา อินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทยเมื่อช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา มีความรุนแรงมากขึ้นเป็นผลมาจากอุณหภูมิของน้ำทะเลที่อุ่นขึ้น บวกกับปัญหาการตัดไม้ทำลายป่าที่มากขึ้น
ในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เจอกับพายุไซโคลนเซนยาร์พัดถล่ม หลังก่อตัวขึ้นในช่องแคบมะละกา ทำให้หลายประเทศในภูมิภาค เช่น ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย มีผู้เสียชีวิตรวมทั้งสิ้นเกือบ 1,200 คน ซึ่งในจำนวนนี้ 969 คนเป็นผู้เสียชีวิตในอินโดนีเซีย ขณะที่ศรีลังกาเจอกับพายุไซโคลนดิตวาห์ทำให้น้ำท่วมและดินสไลด์ ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 600 ราย และมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจมากกว่า 7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 222,616 ล้านบาท
แม้ว่าในช่วงฤดูมรสุมจะทำให้เกิดพายุโซนร้อนเกิดขึ้นบ่อยครั้ง และแม้จะไม่มีหลักฐานว่าภาวะโลกร้อนจะทำให้พายุก่อตัวมากขึ้นกว่าเดิม แต่นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าอุณหภูมิของน้ำทะเลที่สูงขึ้นทำให้พายุดังกล่าวมีความรุนแรงมากขึ้น ทีมนักวิจัยพบว่าในช่วงที่ฝนตกหนักติดต่อกัน 5 วัน พื้นผิวทะเลในมหาสมุทรอินเดียตอนเหนือมีอุณหภูมิสูงกว่าค่าเฉลี่ยของปี 1991 – 2020 ประมาณ 0.2 องศาเซลเซียส ทำให้พายุที่ก่อตัวขึ้นมีความร้อนและมีพลังงานมากขึ้น
นักวิทยาศาสตร์บอกอีกว่าปริมาณฝนที่ตกหนักเพิ่มขึ้นซึ่งเกี่ยวข้องกับการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลก อาจสูงถึง 9-50% ในช่องแคบมะละกา และ 28-160% ในศรีลังกา นักวิทยาศาสตร์ยังเตือนด้วยว่าจะมีภูมิภาคอื่นๆ ที่ตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะสภาพอากาศสุดขั้วจะมีมากขึ้น เพราะพายุจะก่อตัวในพื้นที่ใหม่ๆ และมีการเคลื่อนตัวที่แตกต่างมากขึ้น เช่น การก่อตัวของพายุไซโคลนเซนยาร์ในช่องแคบมะละกาถือว่ามีความผิดปกติ เพราะนักวิทยาศาสตร์บอกว่าเซนยาร์เป็นพายุลูกที่สองที่เคยพัดขึ้นฝั่งประเทศมาเลเซียจากด้านตะวันตก

