ทูตเขมร ส่งหนังสือถึง UNSC อีก ขอไทยหยุดรุกราน-รับผิดชอบพลเรือน
สำนักข่าวเฟรชนิวส์ของกัมพูชารายงานว่า นายแก้ว เชีย เอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก ได้ส่งหนังสือ 2 ฉบับถึงคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม เพื่อขอให้ทาง UNSC เรียกร้องให้กองทัพไทยหยุดการใช้อาวุธโจมตีกัมพูชา รวมถึงขอให้กำหนดความรับผิดชอบของไทยต่อการเสียชีวิตและบาดเจ็บของพลเรือน รวมถึงความเสียหายจากการโจมตีของไทย
ในจดหมายที่ส่งไปให้แก่เอกอัครราชทูตสโลวีเนียประจำสหประชาชาติ ผู้เป็นประธาน UNSC ประจำเดือนธันวาคม 2025 นายแก้วได้ให้รายละเอียดถึงปฏิบัติการทางทหารของไทยต่อกัมพูชาตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคม ซึ่งกัมพูชาอ้างว่าไทยใช้อาวุธโดยปราศจากการยั่วยุ ไม่ยุติธรรม และไม่ชอบด้วยกฎหมาย พร้อมกับอ้างว่าไทยใช้ปืนครก รถถัง ปืนใหญ่ โดรน เครื่องบินรบ และแก๊สพิษใส่พื้นที่เป้าหมายของกัมพูชาตลอดแนวชายแดนจังหวัดพระวิหารและอุดรมีชัย การที่ไทยใช้เครื่องบินรบเป็นการกระทำที่โหดร้าย ไม่เลือกเป้าหมาย และไม่คำนึงถึงชีวิตของพลเรือนและเป็นการไม่เคารพหลักปฏิบัติด้านมนุษยธรรมระหว่างประเทศ
จดหมายดังกล่าวบอกอีกว่า ตอนนี้กองทัพไทยได้ขยายพื้นที่โจมตีไปยังพื้นที่พลเรือนในจังหวัดอุดรมีชัย เป็นการละเมิดปฏิญญากัวลาลัมเปอร์ รวมถึงขยายการโจมตีไปยังเขตพลเรือนในอีก 2 จังหวัดของกัมพูชา ทำให้พลเรือนบาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก บ้านเรือน โครงสร้างพื้นฐานของประชาชนได้รับความเสียหาย เช่นเดียวกับมรดกทางวัฒนธรรมของกัมพูชา เช่น ปราสาทพระวิหาร นายแก้วจึงขอให้ UNSC 1.ประณามการรุกรานโดยใช้อาวุธของไทยต่อกัมพูชา 2.เรียกร้องให้กองทัพไทยหยุดการโจมตีทั้งหมดโดยทันที รวมถึงการใช้ปืนใหญ่และเครื่องบินรบ 3.ขอให้กองทัพไทยยกเลิกความพยายามในการรุกรานกัมพูชาโดยการใช้แผนที่ที่ไทยร่างขึ้นมาเองฝ่ายเดียว และขอให้ไทยเคารพแนวพรมแดนที่นานาชาติยอมรับ 4.ขอให้ไทยหยุดการละเมิดกฎหมายด้านมนุษยธรรมระหว่างประเทศทั้งหมด รวมถึงการโจมตีใส่พื้นที่เป้าหมายของพลเรือน 5.ส่งทีมผู้ตรวจสอบอิสระของยูเอ็นไปยังพื้นที่ เพื่อสอบสวนเกี่ยวกับการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศของไทยและกำหนดความรับผิดชอบจากการเสียชีวิตและความเสียหายต่อพลเรือน
ขณะที่จดหมายอีกฉบับ นายแก้วขอให้ UNSC กำหนดความรับผิดชอบของไทยต่อการเสียชีวิตและบาดเจ็บ และความเสียหายของพลเรือนจากการโจมตีของไทย อย่างไรก็ตาม เนื้อหาของจดหมายมีความคล้ายคลึงกับจดหมายฉบับแรก ขณะที่ข้อเรียกร้องทั้ง 5 ข้อมีความคล้ายกับจดหมายฉบับแรกเช่นกัน

