รัฐบาลทหารเมียนมาบุกทำลายแหล่งสแกมเมอร์ เอาจริง หรือแค่สร้างภาพ?
ความสงบเงียบในยามบ่ายแก่ๆ ริมแม่น้ำเมย ซึ่งเป็นพรมแดนระหว่างประเทศไทยและเมียนมา ถูกทำลายลงด้วยเสียงระเบิดที่ดังสนั่น ครอบครัวที่อาศัยอยู่ที่รัฐกะเหรี่ยงกำลังอาบน้ำและเล่นน้ำอยู่ต่างพากันวิ่งหนีขึ้นฝั่งอย่างตื่นตระหนก ขณะที่กลุ่มควันดำพวยพุ่งขึ้นมาด้านหลังพวกเขา
ความขัดแย้งที่เคยเกิดขึ้นจากการรัฐประหารของกองทัพทหารเมียนมาเมื่อ 5 ปีก่อนกลับมายังพื้นที่ชายแดนอีกครั้ง แต่การต่อสู่ในครั้งนี้เกี่ยวโยงกับแก๊งอาชญากรรมสแกมเมอร์จากประเทศจีน ที่มาตั้งถิ่นฐานในรัฐกะเหรี่ยงมาตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ ซอ มิน ตุน โฆษกรัฐบาลทหารเมียนมา อธิบายว่า กองทัพกำลังจะถอนรากถอนโคนกิจกรรมออนไลน์สแกมทั้งหมด
ในช่วงปลายเดือนตุลาคม กองทัพบกบุกทำลายเคเคปาร์ค หนึ่งในแหล่งสแกมเมอร์ที่ใหญ่และฉาวโฉ่ที่สุดในรัฐกะเหรี่ยง ส่งผลให้มีชาวต่างชาตินับพันที่กำลังทำกิจกรรมฉ้อโกงทางออนไลน์ถูกจับกุม โดยบางส่วนก็มาเข้าร่วมด้วยความเต็มใจ แต่บางส่วนก็ถูกหลอกและบังคับให้เข้าร่วมกับขบวนการผิดกฎหมายดังกล่าว กองทัพเมียนมาโพสต์วิดีโอขณะจับกุมและเก็บของกลางจำนวนมากไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ และจานดาวเทียมสตาร์ลิงค์
การเปลี่ยนแปลงท่าทีในครั้งนี้ถือเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจอย่างยิ่ง เพราะเป็นเวลาหลายปีแล้วที่ผู้นำทางทหารของเมียนมาเพิกเฉยต่อธุรกิจฉ้อโกงมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วตามแนวชายแดนติดกับไทย โดยศูนย์สแกมเมอร์เหล่านี้หลอกผู้คนทั่วโลกให้สูญเงินหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ ตั้งแต่หลอกให้รัก หลอกให้มาร่วมลงทุนคริปโทที่ดูจะหาเงินได้ง่าย หรือแม้แต่ผู้สูงอายุก็ถูกหลอกให้นำเงินบำนาญมาลงทุนปลอมๆ เช่นกัน นอกจากนั้น ด้านมืดของอุตสาหกรรมนี้ คือการที่มันเชื่อมโยงทั้งการค้ามนุษย์ การฟอกเงิน และการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรงเข้าไว้ด้วยกัน
แน่นอนว่านานาชาติกำลังแสดงความกังวลมากขึ้น และมีการประสานงานระหว่างหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายเพื่อพยายามต่อสู้กับอาชญากรเหล่านี้ โดยสหรัฐออกโรงก่อตั้งกองกำลังเฉพาะกิจเพื่อต่อต้านการฉ้อโกงทางออนไลน์ รวมไปถึงจีน หนึ่งในพันธมิตรของคณะเผด็จการทหารของเมียนมา ก็พยายามจะจัดการกับเรื่องนี้มาหลายปีแล้ว เพราะประชาชนชาวจีนจำนวนมากตกเป็นเหยื่อของการฉ้อโกงทางออนไลน์ ถูกลักพาตัวมาค้ามนุษย์และเพื่อเรียกค่าไถ่
การปฏิบัติการของรัฐบาลเมียนมาในการทำลายล้างเคเคปาร์คซึ่งถูกนำเสนอผ่านสื่อโทรทัศน์ แสดงให้เห็นว่าแรงกดดันนี้อาจจะได้ผลจริงๆ อย่างไรก็ดี แม้การรื้อถอนในเคเคปาร์คจะดูน่าตื่นตาตื่นใจ แต่ก็ดูเหมือนว่าจะไม่ได้ทำลายโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการหลอกลวงแต่อย่างใด เพราะปฏิบัติการดังกล่าวก็มุ่งเน้นไปที่เพียงบริเวณเดียว แต่ยังมีอาคารสิ่งก่อสร้างอีกหลายสิบแห่งที่ยังหลงเหลืออยู่ และแม้กองทัพจะบุกเข้าตรวจค้นแหล่งสแกมเมอร์ในชเวโก๊กโก่ด้วย แต่ก็เข้าไปเพียงไม่กี่อาคารเท่านั้น
เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน โฆษกของสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง ระบุว่า ในระหว่างที่ทางคณะกำลังต่อสู้กับกองทัพกะเหรี่ยงพุทธประชาธิปไตย ซึ่งเป็นหนึ่งกองกำลังติดอาวุธที่ร่วมมือกับรัฐบาลทหารเมียนมา พวกเขาค้นพบแหล่งสแกมเมอร์ 2 แหล่ง และชาวต่างชาติที่กำลังทำงานอยู่กว่าพันคนที่เมืองมินเลตปันโดยบังเอิญ และทำเป็นกรณีตัวอย่าง ด้วยการเชิญนักข่าวและหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศมาร่วมเปิดโปงการดำเนินการของแหล่งสแกมเมอร์เหล่านี้ โดยมีการเผยแพร่รูปภาพและเอกสารเกี่ยวกับวิธีการดำเนินงานของการทำธุรกิจดังกล่าว แทนที่จะทำลายหลักฐานด้วยวิธีการรุนแรงใหญ่โตเช่นเดียวกับที่กองทัพเมียนมาทำการระเบิดเคเคปาร์ค
บีบีซีระบุว่า ต้นตอของเรื่องราวทั้งหมดเกิดจากสาเหตุเดียว นั่นคือแผนการจัดการเลือกตั้งในปลายเดือนนี้ของคณะรัฐบาลทหารเมียนมาซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก สงครามกลางเมืองที่จุดชนวนโดยการรัฐประหารได้ทำลายล้างประเทศ ระบอบทหารถูกประชาชนส่วนใหญ่ของเมียนมาเกลียดชัง และเมียนมาถูกมองว่าเป็นประเทศนอกรีตในสายตาประชาคมโลก การปฏิบัติการกวาดล้างสแกมเมอร์ของเมียนมามีจุดประสงค์ที่จะชนะใจฝ่ายตรงข้าม รัฐบาลทหารพยายามที่จะล้างภาพจำอันสกปรกของตนเองด้วยการบุกจับและปราบปรามฐานที่มั่นของแก๊งสแกมเมอร์ ซึ่งเป็นประเด็นที่มีความสำคัญต่อประเทศพันธมิตรของเมียนมาอย่างจีน
แม้อาคารที่เป็นแหล่งสแกมเมอร์บางแห่งจะถูกระเบิดจนเป็นผุยผง แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่ายังมีอีกหลายตึกในเมียนมาที่ยังคงมีจานดาวเทียมสตาร์ลิงค์อยู่ นั่นสะท้อนให้เห็นว่ายังคงมีอีกหลายแหล่งสแกมเมอร์ที่อยู่ตามพื้นที่ต่างๆ ซึ่งพากันย้ายหนีมาจากแหล่งเดิมๆ ที่ถูกทางการเข้ากวาดล้าง แก๊งฉ้อโกงรายใหญ่ได้ย้ายฐานไปยังพื้นที่ห่างไกลและไม่ค่อยเป็นที่รู้จักในทางตอนใต้ของเมียนมา โดยเฉพาะพื้นที่ชายฝั่งริมแม่น้ำชายแดนไทย-เมียนมาอื่นๆ
ไม่ว่าอนาคตของแหล่งสแกมเมอร์ชดังอย่างเคเคปาร์คและชเวโก๊กโก่จะเป็นอย่างไร ไม่ว่ามันจะถูกทำให้ปิดตัวลงจริงหรือไม่ แต่สิ่งที่แน่นอนและชัดเจนคือ ธุรกิจหลอกลวงก็ยังคงเฟื่องฟูในเมียนมา

