หน้าแรก ต่างประเทศ สีหศักดิ์ยื่น...

สีหศักดิ์ยื่นร้อง OHCHR กัมพูชาละเมิดกม.ระหว่างประเทศ กต.ปัดข่าวทรัมป์ขู่ขึ้นภาษี

15.12.25 | 17:11 น.
นิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ

สีหศักดิ์ยื่นร้อง OHCHR กัมพูชาละเมิดกม.ระหว่างประเทศ กต.ปัดข่าวทรัมป์ขู่ขึ้นภาษี

เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงข่าวเกี่ยวกับพัฒนาการล่าสุดในสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา หลังฝ่ายกัมพูชายังคงโจมตีบริเวณชายแดนอย่างต่อเนื่อง

นายนิกรเดชระบุว่า เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม อันวาร์ อับราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซียชี้แจงกับนายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรีของไทย โดยตรงว่า ตนไม่ได้พูดเรื่องหยุดยิงแต่อย่างใด เพียงแต่ต้องการให้การยั่วยุทั้งหมดหยุดลง จึงแสดงให้เห็นว่ากระแสที่ออกไปน่าจะเป็นการที่บางฝ่ายที่ต้องการบิดเบือนเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง โดยนายนิกรเดชยืนยันว่า เรื่องของการหยุดยิงจะขึ้นอยู่กับสองประเทศที่ขัดแย้งและพิสูจน์ด้วยการกระทำเท่านั้น นอกจากนั้น การเจรจาจะต้องมีการพูดคุยด้วยความจริงใจและความเข้าใจ จึงมี 3 เรื่องหลักที่กัมพูชาจำเป็นต้องทำเพื่อแสดงออกถึงความต้องการที่จะเจรจาหยุดยิง 1. ฝ่ายกัมพูชาต้องประกาศหยุดยิงก่อน 2. การหยุดยิงจะต้องเกิดขึ้นจริงและต่อเนื่อง 3. ต้องร่วมมือเรื่องการเก็บกู้ทุ่นระเบิดอย่างจริงจังและจริงใจ

ทั้งนี้ ฝ่ายไทยมีบทเรียนมาแล้วในเรื่องที่กัมพูชาแสดงออกถึงความไม่จริงใจด้วยการพูดอย่างทำอย่าง หรือมีการกระทำที่สวนทางกับคำพูด เช่น การที่ฝ่ายกัมพูชาประกาศต้องการหยุดยิงแต่กลับดำเนินการทางทหารหนักหน่วงมากขึ้น หากพฤติกรรมยังเป็นเช่นนี้ ไทยจำเป็นต้องดำเนินการตอบโต้เพื่อปกป้องอธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชนต่อไป

นายนิกรเดชยังได้พูดถึงกรณีการโจมตีพลเรือนไทยของฝ่ายกัมพูชา โดยเมื่อวันที่ 14 ธันวาคมที่ผ่านมา ฝ่ายกัมพูชายังคงโจมตีโดยไม่เลือกเป้าหมาย ด้วยการยิงจรวดชนิด BM-21 ใส่บ้านเรือนของประชาชนในอำเภอกันทรลักษณ์ จังหวัดศรีสะเกษ ส่งผลให้มีพลเรือนชาวไทยเสียชีวิต 1 ราย และบาดเจ็บจำนวนมาก โดยขอย้ำว่าเหตุการณ์นี้ไม่ใช่อุบัติเหตุ ฝ่ายไทยจึงขอประนามอย่างรุนแรงที่สุดต่อความโหดร้ายและไร้มนุษยธรรมของฝ่ายกัมพูชา ซึ่งไม่เป็นเพียงละเมิดอธิปไตยและบรูณภาพแห่งดินแดนของไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นการละเมิดหลักกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างรุนแรง โดยเฉพาะหลักการคุ้มครองพลเรือน และหลักการจำแนกเป้าหมายทางทหารและเป้าหมายพลเรือน ซึ่งเป็นพันธกรณีที่ทุกประเทศต้องยึดถือ ซึ่งฝ่ายไทยขอเรียกร้องให้ฝ่ายกัมพูชายุติการใช้กำลังต่อพลเรือนโดยทันที เคารพพันธกรณีระหว่างประเทศ และแสดงความรับผิดชอบต่อความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับประชาชน

Advertisement

นอกจากนั้น นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ มีหนังสือถึงสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR)  เพื่อแสดงความกังวลต่อการละเมิดเหล่านี้ โดยหนังสือมีสาระสำคัญหลายประการ เช่น กัมพูชาเป็นฝ่ายเริ่มโจมตีก่อน ส่งผลให้ทหารไทยเสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก รวมไปถึงสถานพยาบาลและโรงเรียนกว่า 600 แห่งต้องปิดทำการชั่วคราวเพื่อความปลอดภัย

การโจมตีอย่างไม่เลือกเป้าหมายของกัมพูชาขัดต่อกฎหมายมนุษยธรรมและกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ รวมไปถึงอนุสัญญาเจนีวาอย่างร้ายแรง ไทยจึงจำเป็นต้องปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนด้วยการป้องกันตัวเองและตอบโต้ฝ่ายกัมพูชาเฉพาะเป้าหมายทางการทหารเท่านั้น โดยไทยขอให้ OHCHR เรียกร้องให้กัมพูชาชี้แจงข้อเท็จจริงและแสดงความรับผิดชอบ พร้อมยุติการยั่วยุและการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศดังกล่าว ไทยพร้อมที่จะทำงานร่วมกับองค์การระหว่างประเทศ เช่น OHCHR และคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ เพื่อหาทางออกของสถานการณ์นี้อย่างสันติ โดยฝ่ายไทยขอให้ประชาคมระหว่างประเทศร่วมกดดันกัมพูชาให้เคารพกฎหมายระหว่างประเทศและแสดงความรับผิดชอบ พร้อมแสดงความจริงใจและความสุจริตใจ

นอกจากนั้น ฝ่ายกัมพูชายังคงเผยแพร่ข่าวปลอมอย่างเป็นกระบวนการ เช่น กรณีที่กระทรวงมหาดไทยกัมพูชา ซึ่งเป็นหน่วยงานราชการ เผยแพร่วิดีโอทหารไทยฉีดพ่นยาไล่ยุงและนำมาบิดเบือนว่าเป็นการพ่นก๊าซพิษ จนทำให้มีพลเรือนชาวกัมพูชาเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ นอกจากนั้น สื่อกัมพูชาที่ดูแลโดยรัฐบาล เผยแพร่ข้อมูลเท็จว่า โรงพยาบาลในจังหวัดสุรินทร์ไม่สามารถรองรับทหารไทยที่เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บกว่าพันรายได้ จนต้องส่งตัวไปยังโรงพยาบาลที่กรุงเทพมหานคร โดยสร้างจากปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความไม่เป็นมืออาชีพของหน่วยงานรัฐกัมพูชา และยังจงใจหลอกลวงประชาชน ซึ่งแสดงถึงความไม่เคารพและดูถูกวิจารณญาณของประชาชน

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่มาเลเซียระบุว่า ไทยเป็นฝ่ายขอเลื่อนการจัดประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนสมัยพิเศษ ซึ่งเดิมจะเกิดขึ้นในวันที่ 16 ธันวาคมนี้ นายนิกรเดชกล่าวว่า มาเลเซียเป็นฝ่ายยื่นขอให้มีการจัดการประชุมในวันที่ 16 ธันวาคม ซึ่งไทยพร้อมที่จะเข้าร่วมเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริง แต่เนื่องจากไทยต้องการให้เป็นการประชุมแบบที่จำเป็นต้องเข้าร่วมประชุมด้วยตนเอง ไม่ใช่การประชุมแบบออนไลน์ จึงทำให้เป็นการยากที่รัฐมนตรีต่างประเทศทุกประเทศจะสามารถเข้าร่วมได้พร้อมกัน จึงเป็นเหตุที่ต้องเลื่อนไปเป็นวันที่ 22 ธันวาคมนี้แทน พร้อมย้ำว่า ไทยอยากให้มีการประชุมในวันพรุ่งนี้เลยเพื่อให้ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนให้ได้เร็วที่สุดต่อสมาชิกอาเซียน เพราะไทยไม่มีอะไรที่ต้องปกปิด

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา ข่มขู่ว่าจะขึ้นภาษีเป็นเงื่อนไขเพื่อหยุดความขัดแย้งไทย-กัมพูชา นายนิกรเดชระบุว่า การข่มขู่ของทรัมป์เกี่ยวกับภาษีนำเข้าที่ออกมานั้นไม่เป็นความจริง โดยรายละเอียดที่แสดงออกมาเกี่ยวกับการข่มขู่นั้นเป็นเพียงแค่บทสัมภาษณ์ของสำนักข่าวหนึ่งเพียงเท่านั้น และรัฐบาลไม่ได้รับข้อความหรือสัญญาณใดๆเกี่ยวกับข่มขู่ระหว่างการพูดคุยทางโทรศัพท์ของนายอนุทินและทรัมป์ ในวันศุกร์ 12 ธันวาคม ที่ผ่านมาแต่อย่างใด