ทรัมป์เพิ่มชื่อ 7 ชาติ ห้ามเข้าสหรัฐ อีก 15 ปท. ถูกเพิ่มข้อจำกัดการเดินทาง มีผล 1 ม.ค.
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ได้เพิ่มรายชื่อประเทศที่ถูกห้ามเดินทางเข้าสหรัฐอย่างเต็มรูปแบบเพิ่มขึ้นอีก 7 ประเทศ เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม ประกอบด้วยบูร์กินาฟาโซ มาลี ไนเจอร์ ซูดานใต้ ซีเรีย รวมถึงผู้ถือเอกสารการเดินทางที่ออกโดยหน่วยงานปาเลสไตน์ โดยพลเมืองของประเทศเหล่านี้จะถูกห้ามเดินทางมาอย่างสหรัฐไม่ว่าในกรณีใดก็ตาม
แถลงการณ์ของทำเนียบขาวระบุว่า ทรัมป์ได้ลงนามในคำสั่งเพื่อขยายและเพิ่มความเข้มงวดของข้อจำกัดในการเข้าประเทศ ต่อพลเมืองจากประเทศที่มีข้อบกพร่องที่แสดงให้เห็นอย่างต่อเนื่องและรุนแรงเกี่ยวกับกระบวนการคัดกรอง การตรวจสอบ และการแบ่งปันข้อมูล เพื่อปกป้องประเทศจากภัยคุกคามด้านความมั่นคงของชาติและความปลอดภัยสาธารณะ
นอกจากการเพิ่มรายชื่อประเทศที่ห้ามการเดินทางเข้าสหรัฐเต็มรูปแบบแล้ว ทรัมป์ยังมีการกำหนดมาตรการห้ามเดินทางเข้าสหรัฐอย่างเต็มรูปแบบต่อประชาชนจากประเทศลาวและเซียร์ราลีโอน ซึ่งก่อนหน้านี้อยู่ในบัญชีที่มีการจำกัดการเดินทางบางส่วนเท่านั้น
ทำเนียบขาวระบุว่า การขยายมาตรการห้ามเดินทางดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมที่จะถึงนี้เป็นต้นไป
ในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ทรัมป์ได้ลงนามในประกาศห้ามพลเมืองจาก 12 ประเทศเดินทางเข้าสหรัฐ และจำกัดการเดินทางจากอีก 7 ประเทศ โดยอ้างว่าเป็นเรื่องจำเป็นเพื่อป้องกันผู้ก่อการร้ายต่างชาติ และภัยคุกคามด้านความมั่นคงอื่นๆ มาตรการห้ามดังกล่าวครอบคลุมทั้งผู้อพยพถาวรและผู้เดินทางชั่วคราว เช่น นักท่องเที่ยว นักศึกษา และนักธุรกิจ ซึ่งทำเนียบขาวยืนยันว่าการห้ามเดินทางต่อ 12 ประเทศเดิมยังคงมีผลอยู่
นอกจากนี้ ทรัมป์ยังได้กำหนดข้อจำกัดบางส่วนและเงื่อนไขการเข้าประเทศเพิ่มเติมกับอีก 15 ประเทศ รวมถึงไนจีเรีย ซึ่งกำลังอยู่ภายใต้การจับตามองของทรัมป์ โดยเมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน ทรัมป์ขู่ว่าจะใช้ปฏิบัติการทางทหารเนื่องจากการปฏิบัติต่อชาวคริสต์ในไนจีเรีย ทำให้ทางการไนจีเรียออกมาตอบโต้ว่าข้อกล่าวอ้างเรื่องการกดขี่ข่มเหงชาวคริสต์เป็นการบิดเบือนสถานการณ์ด้านความมั่นคงที่มีความซับซ้อน และไม่คำนึงถึงความพยายามของรัฐบาลในการปกป้องเสรีภาพทางศาสนา
ขณะที่การเพิ่มซีเรียเข้าไปในบัญชีดังกล่าวมีขึ้นแม้ว่าก่อนหน้านี้ทรัมป์จะให้คำมั่นว่า จะทำทุกวิถีทางเพื่อช่วยให้ซีเรียประสบความสำเร็จในการฟื้นฟูประเทศ หลังจากการเจรจาครั้งสำคัญเมื่อเดือนพฤศจิกายนกับ ประธานาธิบดีอาห์เหม็ด อัล-ชารา ของซีเรีย ซึ่งเป็นอดีตผู้บัญชาการอัลกออิดะห์ ซึ่งไม่นานมานี้ อัล-ชารายังถูกวอชิงตันขึ้นบัญชีเป็นผู้ก่อการร้ายต่างชาติ
ทรัมป์ได้แสดงความสนับสนุนชารา หลังจากโค่นล้ม บาชาร์ อัล-อัสซาด ผู้นำเผด็จการที่ครองอำนาจมายาวนานของซีเรีย และตั้งแต่นั้นมาชาราได้เดินทางไปทั่วโลกเพื่อสร้างภาพลักษณ์ในฐานะผู้นำสายกลางที่ต้องการรวมชาติซึ่งผ่านสงครามยาวนาน และยุติการถูกโดดเดี่ยวในเวทีระหว่างประเทศที่กินเวลานานหลายทศวรรษ การเยือนสหรัฐครั้งนั้นถือเป็นจุดสูงสุดการดำเนินการทางการทูตที่น่าตกตะลึงสำหรับอดีตกบฏที่ผันตัวมาเป็นผู้นำประเทศ
อย่างไรก็ตาม ในโพสต์บนแพลตฟอร์ม Truth Social เมื่อวันเสาร์ ทรัมป์ได้ให้คำมั่นว่าจะมีการตอบโต้ที่รุนแรงอย่างยิ่ง หลังทหารกองทัพบกสหรัฐสองนาย และล่ามชาวสหรัฐซึ่งเป็นพลเรือนอีกหนึ่งคน ถูกสังหารในซีเรียโดยผู้ต้องสงสัยว่าเป็นสมาชิกกลุ่มรัฐอิสลาม (ไอเอส) โดยทำเนียบขาวได้อ้างถึงจำนวนชาวซีเรียที่อยู่ในสหรัฐเกินวีซ่าว่าเป็นเหตุผลประกอบการตัดสินใจห้ามการเดินทางเข้าสหรัฐของชาวซีเรีย
แถลงการณ์ของทำเนียบขาวระบุว่า ซีเรียกำลังฟื้นตัวจากช่วงเวลาที่ยืดเยื้อของความไม่สงบและความขัดแย้งภายในประเทศ แม้ว่าประเทศจะกำลังพยายามจัดการกับความท้าทายด้านความมั่นคงโดยประสานงานอย่างใกล้ชิดกับสหรัฐ แต่ซีเรียยังคงขาดอำนาจส่วนกลางที่เพียงพอในการออกหนังสือเดินทางหรือเอกสารทางทะเบียนราษฎร และยังไม่มีมาตรการคัดกรองและตรวจสอบที่เหมาะสม
นับตั้งแต่กลับเข้ารับตำแหน่งสมัยที่ 2 ในเดือนมกราคม ทรัมป์ให้ความสำคัญกับการบังคับใช้กฎหมายคนเข้าเมืองอย่างเข้มข้น โดยส่งเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางไปยังเมืองใหญ่ทั่วสหรัฐ และปฏิเสธที่จะรับเรื่องของผู้ขอลี้ภัยที่ชายแดนสหรัฐ–เม็กซิโก
การขยายรายชื่อประเทศที่อยู่ภายใต้ข้อจำกัดการเข้าสหรัฐครั้งนี้ ถือเป็นการยกระดับมาตรการด้านการเข้าเมืองอีกขั้น หลังจากเหตุยิงสมาชิกกองกำลังพิทักษ์ชาติสองนายในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อเดือนที่แล้ว โดยผู้สืบสวนระบุว่าผู้ก่อเหตุเป็นชาวอัฟกันที่เดินทางเข้าสหรัฐในปี 2021 ผ่านโครงการตั้งถิ่นฐาน ซึ่งเจ้าหน้าที่ในรัฐบาลทรัมป์ให้เหตุผลว่า โครงการดังกล่าวมีการตรวจสอบที่ไม่เพียงพอ
ไม่กี่วันหลังเหตุยิงดังกล่าว ทรัมป์ได้ให้คำมั่นว่าจะระงับการอพยพจากประเทศโลกที่สามทั้งหมดอย่างถาวร แม้ว่าเขาจะไม่ได้ระบุชื่อประเทศใดโดยเฉพาะ หรือให้คำนิยามที่ชัดเจนเกี่ยวกับคำดังกล่าวนี้ก็ตาม

