หน้าแรก ต่างประเทศ เวทีนานาชาติต...

เวทีนานาชาติต้านสแกมเมอร์ รับรอง ‘แถลงการณ์ร่วมกรุงเทพฯ’ กำหนด 6 แนวปฏิบัติร่วม

18.12.25 | 11:33 น.

เวทีนานาชาติต้านสแกมเมอร์ รับรอง ‘แถลงการณ์ร่วมกรุงเทพฯ’ กำหนด 6 แนวปฏิบัติร่วม

นายวิชาวัฒน์  อิศรภักดี ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงผลสำเร็จของการประชุมระหว่างประเทศว่าด้วยหุ้นส่วนระดับโลกเพื่อต่อต้านอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต (IC-GPOS) ณ โรงแรม InterContinental กรุงเทพฯ

นายวิชาวัฒน์กล่าวว่าการประชุมที่เกิดขึ้นครั้งนี้ ประสบผลสำเร็จอย่างดียิ่งในการร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์ระหว่างนานาชาติ ในการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ อาชญากรรมไซเบอร์ และการหลอกลวงทางออนไลน์ รวมทั้งยังเป็นการเน้นย้ำอย่างชัดเจนถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องยกระดับจากความตระหนักรู้ ไปสู่การลงมือปฏิบัติตามแนวทางปฏิบัติ 6 ประการ (6 Action Points)

​1. ธำรงไว้ซึ่งความมุ่งมั่นทางการเมืองและการดำเนินการแบบบูรณาการทั้งองคาพยพของรัฐให้ประเด็นนี้เป็นวาระแห่งชาติที่มีความสำคัญลำดับต้น ๆ โดยมีการประสานงานและทรัพยากรที่ชัดเจน

  1. เสริมสร้างความเข้มแข็งในการบังคับใช้กฎหมายและความร่วมมือทางยุติธรรมข้ามพรมแดน ตั้งแต่ขั้นตอนการสืบสวนไปจนถึงการดำเนินคดี ควรทำให้ความร่วมมือเป็นไปอย่างรวดเร็วและลึกลงไปถึงระดับปฏิบัติการตลอดทั้งห่วงโซ่ เพื่อไม่ให้อาชญากรใช้ช่องโหว่ของเขตอำนาจศาลในการแสวงหาผลประโยชน์ในบริบทของการหลวงลวงออนไลน์ แก้ไขความท้าทายเฉพาะด้าน เช่น การแลกเปลี่ยนข้อมูลและพยานหลักฐานอย่างทันท่วงที การรักษาพยานหลักฐานดิจิทัลจากหลายแพลตฟอร์มและเขตอำนาจศาล และรับรองว่าพยานหลักฐานดิจิทัลสามารถรับฟังได้ในชั้นศาล
  2. ผลักดันแนวทางที่ยึดผู้เสียหายเป็นศูนย์กลาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับการค้ามนุษย์ ด้วยการปรับปรุงการคัดกรอง การคุ้มครอง และการให้ความช่วยเหลือการส่งกลับประเทศ เสริมสร้างมาตรการป้องกันเพื่อแยกแยะเหยื่อออกจาผู้กระทำความผิด โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่เหยื่ออาจถูกบังคับให้ก่ออาชญากรรม
  3. ต้องติดตามเส้นทางการเงินด้วยข่าวกรองทางการเงินที่เข้มแข็งและหยุดเส้นทางการเงินอย่างเร็วยิ่งขึ้น ควรเสริมสร้างความร่วมมือเพื่อต่อสู้กับผู้สนับสนุนทางไซเบอร์ อาชญากรรมทางการเงิน เช่น การฟอกเงิน กำกับดูแลการใช้สินทรัพย์ดิจิทัล เช่น สกุลเงินคริปโตที่มักถูกใช้ในการโอนถ่ายผลประโยชน์ที่ผิดกฎหมาย สนับสนุนการสืบทรัพย์ การยึด และการเรียกคืนทรัพย์สินที่ได้จากการกระทำความผิด
  4. กระชับความร่วมมือให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นเพื่อให้เท่าทันเทคโนโลยีและทำลายระบบนิเวศของการหลอกลวง ตามแนวทางของเลขาธิการสหประชาชาติที่ว่า ‘วิกฤตที่เคลื่อนที่เร็ว ย่อมต้องการการตอบสนองที่รวดเร็วเช่นกัน
  5. การลงทุนในการป้องกันและสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่สาธารณชน นอกเหนือจากการปราบปรามแล้ว ต้องป้องกันการตกเป็นเหยื่อผ่านแคมเปญสื่อสารความเสี่ยงที่มีการประสานงานเพื่อเพิ่มพูนการรู้เท่าทันดิจิทัล และการเข้าถึงชุมชนโดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางที่มีความเสี่ยงสูง การดำเนินงานนี้ควรทำภายใต้ความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับภาคเอกชน เช่น ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตและแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ซึ่งมีศักยภาพในการเสริมสร้างการคุ้มครองผู้ใช้งาน ตรวจสอบและตรวจจับรูปแบบการฉ้อโกงออนไลน์เพื่อกำจัดเนื้อหาหลอกลวงและปรับปรุงกลไกในการรายงานเหตุ

นายวิชาวัฒน์กล่าวว่า ​ด้วยแนวทางดังกล่าว จึงขอประกาศรับรอง ‘แถลงการณ์ร่วมกรุงเทพฯ ค.ศ. 2025 โดยหุ้นส่วนความร่วมมือระดับโลกเพื่อต่อต้านการหลอกลวงทางออนไลน์’ (2025 Bangkok Joint Statement by the Global Partnership against Online Scams) และเสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือระดับโลกฯ” (Friends of the Global Partnership) เพื่อจัดตั้งจุดประสานงานระดับชาติ (National Focal Points)

Advertisement

ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ ยืนยันว่าแถลงการณ์ร่วมนี้จะยังคงเปิดกว้างสำหรับการร่วมให้การสนับสนุน (Co-sponsorship) ในภายหลัง และย้ำว่าการประชุมในครั้งนี้ เป็นโอกาสที่ดีของไทยในการแสดงบทบาทนำเพื่อส่งเสริมการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ กระชับความร่วมมือกับพันธมิตรเพื่อแก้ไขปัญหาในหลายมิติ นำไปสู่การป้องกันและแก้ไขปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ และทันต่อการใช้เทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วอย่างยิ่ง ป้องกันไม่ให้ประชาชนชาวไทยและประเทศอื่น ๆ ต้องตกเป็นผู้เสียหายของขบวนการอาชญากรรมเหล่านี้