หน้าแรก ต่างประเทศ 75 ปีแห่งสัมพ...

75 ปีแห่งสัมพันธ์ไทย-ลาว ผ่านสายตา ‘มรกต ศรีสวัสดิ์’

19.12.25 | 12:46 น.

75 ปีแห่งสัมพันธ์ไทย-ลาว

ผ่านสายตา ‘มรกต ศรีสวัสดิ์’

หมายเหตุ “มติชน” วันที่ 19 ธันวาคมปีนี้ ถือเป็นโอกาสสำคัญของการฉลองครบ 75 ปีของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) และปี 2568 ยังเป็นปีแห่งการสถาปนาสปป.ลาวครบ 50 ปีอีกด้วย มติชนได้พูดคุยกับ น.ส.มรกต ศรีสวัสดิ์ อดีตเอกอัครราชทูตไทย ณ เวียงจันทน์ ที่เพิ่งเกษียณอายุราชการไปเมื่อไม่กี่เดือนมานี้ ถึงความสัมพันธ์ของสองประเทศและการเฉลิมฉลองโอกาสสำคัญดังกล่าว ระหว่างไทยกับสปป.ลาว ประเทศที่ถือเป็นเพื่อนบ้านที่ใกล้ชิดของไทย

น.ส.มรกต ศรีสวัสดิ์ อดีตเอกอัครราชทูตไทย ณ เวียงจันทน์ สปป.ลาว

๐ ปี 2568 เป็นปีที่การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-ลาว ครบ 75 ปี มองพัฒนาการของความสัมพันธ์และความร่วมมือ 2 ชาติจากวันนั้นถึงวันนี้อย่างไร?

Advertisement

ในภาพรวมตลอด 75 ปีที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ไทย-ลาวมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่องในหลายมิติ ผ่านทั้งช่วงเวลาที่ราบรื่น ใกล้ชิด ห่างเหิน ตลอดจนช่วงที่มีความตึงเครียด และต้องเผชิญกับความท้าทายในรูปแบบต่าง ๆ อย่างไรก็ดี ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับ สปป.ลาว มีความใกล้ชิดในทุกระดับ ครอบคลุมหลากหลาย มิติและภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน โดยเฉพาะด้านการค้า และการลงทุนของไทยใน สปป.ลาว ที่เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนจากการที่ไทยเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของ สปป.ลาว อย่างต่อเนื่องหลายปี และเป็นนักลงทุนอันดับ 3 ใน สปป.ลาว แม้การลงทุนของไทยในช่วงหลังจะลดลงอันดับลง แต่ความสัมพันธ์โดยรวมยังคงอยู่ในระดับที่ใกล้ชิดมาก นอกจากนี้ มีชาวไทยนิยมเดินทางมาเที่ยว สปป.ลาว มากกว่าปีละหนึ่งล้านคน และนักท่องเที่ยวไทยยังเป็นนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเที่ยว สปป.ลาว มากที่สุดต่อเนื่องมาหลายปี

ความสัมพันธ์ดังกล่าวมิได้จำกัดอยู่เพียงด้านการเมืองและเศรษฐกิจเท่านั้น หากยังครอบคลุมถึง ความเชื่อมโยงทาง เชื้อชาติ ศาสนา และประเพณีวัฒนธรรม ซึ่งมีรากฐานทางประวัติศาสตร์ ร่วมกันมาอย่างยาวนาน เสมือนสายเลือดเดียวกัน

เปิดตัวสัญลักษณ์ฉลอง 75 ปีความสัมพันธ์ไทย-ลาว

เหตุการณ์สำคัญในอดีตที่เป็นคุณูปการต่อความสัมพันธ์ไทย-ลาวอย่างมีนัยสำคัญ และยังส่งผลต่อผู้นำในยุคปัจจุบัน คือ การเยือนไทยอย่างเป็นทางการของ นายไกสอน พมวิหาน ประธานประเทศ สปป.ลาว เมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. 2535 และการเสด็จพระราชดำเนินเปิดสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 1 (หนองคาย-เวียงจันทน์) และการเสด็จพระราชดำเนินเยือน สปป.ลาว อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2537 ของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของการวางรากฐานความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างไทยกับ สปป.ลาว ที่สืบทอดและพัฒนาต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

ไทยยังให้การสนับสนุน สปป.ลาวเข้าเป็นสมาชิกอาเซียน เมื่อปี พ.ศ. 2540 และรัฐบาลไทย ได้จัดสรรงบประมาณด้านความร่วมมือเพื่อการพัฒนาให้กับ สปป.ลาว มาอย่างต่อเนื่อง ความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่ายจึงงอกงามขึ้นตามลำดับ และได้ยกระดับความสัมพันธ์เป็น หุ้นส่วนยุทธศาสตร์เพื่อการเจริญเติบโตและการพัฒนาอย่างยั่งยืน เมื่อปี พ.ศ. 2565

อดีตนายกรัฐมนตรี สปป.ลาว ท่านพันคำ วิพาวัน ได้เปรียบความสัมพันธ์อันใกล้ชิดของไทย-ลาวไว้ว่า “กินข้าวร่วมนา กินปลาร่วมน้ำ” ซึ่งสะท้อนถึงความผูกพันอันลึกซึ้งทางเชื้อชาติ วัฒนธรรมประเพณี และวิถีชีวิตของประชาชนสองฝั่งแม่น้ำโขง เสมือนเป็นญาติพี่น้องกัน

๐ อะไรทำให้ความสัมพันธ์ไทย-ลาวมีความพิเศษ มีเอกลักษณ์เฉพาะ และมีความร่วมมือใดที่โดดเด่นตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา?

ในความเห็นส่วนตัว เห็นว่าความพิเศษของความสัมพันธ์ไทย-ลาวสะท้อนอยู่ในภาษา ศาสนา และวัฒนธรรมประเพณี ที่ผูกพันประชาชนสองฝั่งแม่น้ำโขงไว้ด้วยกันอย่างใกล้ชิด แม้ว่าทั้งสองประเทศจะมีภาษาพูดและภาษาเขียนเป็นของตนเอง แต่สามารถสื่อสาร และเข้าใจกันได้อย่างลึกซึ้ง

คนไทยและคนลาวต่างยึดมั่นในคุณค่าความกตัญญูรู้คุณ มีจิตใจโอบอ้อมอารี เป็นมิตร และสามารถเข้าถึงกันได้ง่ายด้วยขนบธรรมเนียมประเพณี และกิจกรรมทางศาสนา ส่งผลให้ทั้งสองสังคมเปิดกว้าง ยอมรับความแตกต่าง และเคารพซึ่งกันและกัน

ความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นและใกล้ชิดดังกล่าว ได้รับการสนับสนุนเกื้อกูลอย่างสำคัญ จากโครงการความช่วยเหลือตามพระราชดำริของพระราชวงศ์ไทยในด้านต่าง ๆ อาทิ การพัฒนาการเกษตร (โครงการศูนย์พัฒนาและบริการด้านการเกษตรห้วยซอน – ห้วยซั้ว (หลัก 22)) สาธารณสุข การศึกษา และการฝึกทักษะอาชีพ ตลอดจนความร่วมมือเพื่อการพัฒนา ที่ดำเนินการโดยมูลนิธิชัยพัฒนา สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) และกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ ที่ได้น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้อย่างเหมาะสมกับบริบทของ สปป.ลาว รวมถึงการพระราชทานทุนการศึกษาในระดับต่าง ๆ เพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อย่างต่อเนื่อง เป็นเวลาหลายทศวรรษ ปัจจัยเหล่านี้ล้วนมีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างความผูกพันของประชาชน สองฝั่งแม่น้ำโขงอย่างมั่นคงและยั่งยืนมาโดยตลอด

นอกจากนี้ ภาคเอกชนไทยที่ลงทุนใน สปป.ลาว อาทิ เครือ SCG เครือ CP โรงไฟฟ้าหงสา บริษัทน้ำตาลมิตรลาว ราช-ลาว ปตท. อมตะคอร์ปอเรชั่น บริษัทมอนซูนพาวเวอร์ และบริษัทไทยอื่น ๆ ต่างมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การถ่ายทอดองค์ความรู้ ด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน การส่งเสริมงานด้านสาธารณสุข และการมอบทุนการศึกษาควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนใน สปป.ลาว ที่รวมถึงการเปิดโอกาสให้พนักงานชาวลาว ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงขององค์กรด้วย

น่าดีใจและภูมิใจที่ภาคเอกชนไทยยึดถือแนวทางการลงทุนที่มีคุณภาพใน สปป.ลาว อย่างต่อเนื่อง มุ่งส่งเสริมการเติบโตอย่างยั่งยืน และสร้างประโยชน์ร่วมกัน มิใช่การแสวงหาผลประโยชน์ฝ่ายเดียว ซึ่งเป็นสิ่งที่ได้เน้นย้ำกับภาคเอกชนไทยเสมอมา

ดังนั้น จึงถือได้ว่า การสนับสนุนและความร่วมมือเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน เป็นสิ่งที่ทุกภาคส่วนของไทยได้มอบให้แก่ สปป.ลาว อย่างเต็มที่

๐ สถานทูตได้จัดกิจกรรมใด ๆ เนื่องในโอกาสสำคัญนี้บ้าง?

ในปี พ.ศ. 2568 ซึ่งเป็นปีที่ไทยและ สปป.ลาว เฉลิมฉลองครบรอบ 75 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ เวียงจันทน์ และสถานกงสุลใหญ่ ณ แขวงสะหวันนะเขต ได้จัดกิจกรรมเฉลิมฉลองตลอดทั้งปีมากกว่า 60 กิจกรรม โดยเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนไทยเข้ามามีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง

กิจกรรมต่าง ๆ ประกอบด้วย การเยือนไทยอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรี สปป.ลาว  การเยือน สปป.ลาว อย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีไทย การร่วมเปิดตัวตราสัญลักษณ์ครบรอบ 75 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต กิจกรรมด้านวิชาการเพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ระหว่างไทยและ สปป.ลาว ทั้งในภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน อาทิ การสัมมนาด้านกฎหมาย การเสวนาทางเศรษฐกิจ 4 ครั้ง การประกวดวาดภาพจิตรกรรม และการจัดนิทรรศการ “75 ปีแห่งความงดงามของความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-ลาว” งานแสดงศิลปวัฒนธรรม “รวมใจไทย-ลาว” ซึ่งมีการแสดงศิลปวัฒนธรรรมของสองประเทศที่ได้รับรางวัลมรดกโลกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ได้แก่ โนรา และฟ้อนรำวงลาว ตลอดจนการแสดงดนตรีคลาสสิคของนักเรียนและอาจารย์ของทั้งสองประเทศ การมอบทุนการศึกษา การเปิดตัวหนังสือ “เล่าเรื่องลาว” และการมอบเรือกู้ภัยมิตรภาพไทย-ลาว

นอกจากนี้ สถานเอกอัครราชทูตฯยังสนับสนุนกิจกรรมด้านศาสนา สนับสนุนงบประมาณและอุปกรณ์ ให้แก่สหกรณ์ผู้ผลิตกาแฟวันใหม่ แขวงหัวพัน สหกรณ์ผู้ผลิตชาเมิงเมิง แขวงบ่อแก้ว  เพื่อส่งเสริมการพัฒนาทางเลือก และการพัฒนาอย่างยั่งยืนใน สปป.ลาว ให้ประชาชนได้รับประโยชน์โดยตรงด้วย

๐ โอกาสสำหรับการเพิ่มพูนความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนของไทยในลาวเป็นอย่างไร?

สปป.ลาว เป็นประเทศที่ตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์สำคัญของภูมิภาค และมีนโยบายเศรษฐกิจเอกราชเป็นเจ้าตนที่มุ่งเน้นการพึ่งพาตนเอง การพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียว การเป็น “แบตเตอรี่แห่งเอเชีย” และการเปลี่ยนสถานะจากประเทศ Landlocked เป็น Land-Linked ผ่านโครงสร้างพื้นฐาน เช่น เส้นทางรถไฟลาว-จีน และท่าบกต่าง ๆ

แม้หลังวิกฤตโควิด-19 สปป.ลาว จะเผชิญความท้าทายทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะปัญหาหนี้สาธารณะ แต่ด้วยความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ นโยบายดังกล่าวข้างต้น ยังคงเปิดโอกาสให้เกิดการลงทุนจากนักลงทุนไทย

ไทยมีบทบาทสำคัญในการลงทุนและนำเข้าพลังงานไฟฟ้าสะอาดจาก สปป.ลาว ขณะเดียวกัน สปป.ลาว ยังมีศักยภาพด้านสินค้าเกษตร อุตสาหกรรมเหมืองแร่ การขนส่ง และบริการที่เกี่ยวเนื่อง รวมถึงโอกาสในการพัฒนาอุตสาหกรรมสีเขียวที่สามารถแปรรูปวัตถุดิบเพื่อเพิ่มมูลค่าการส่งออก โดยปัจจัยด้านความสัมพันธ์อันใกล้ชิด การติดต่อสื่อสาร และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ จะช่วยเสริมสร้างโอกาสด้านการลงทุนของไทยในลาวต่อไป

๐ มีสิ่งใดที่คนไทยอาจเข้าใจผิด หรือควรเข้าใจประเทศลาวให้ถูกต้องมากขึ้นหรือไม่?

เวลาและการประทำเป็นเครื่องที่พิสูจน์ความเป็นมิตรที่ใกล้ชิดและผูกพันระหว่างไทยกับ สปป.ลาว ได้อย่างดี การให้ความเคารพและให้เกียรติซึ่งกันและกัน ทำให้ความสัมพันธ์แน่นแฟ้น มีความไว้วางใจกัน และควรรักษาไว้ให้มั่นคง

สปป.ลาว เป็นประเทศขนาดเล็กที่มีศักยภาพและโอกาสในการเติบโตอย่างยั่งยืนอีกมาก ความร่วมมือในลักษณะหุ้นส่วนเป็นสิ่งที่ควรส่งเสริม และไม่ควรมุ่งเพียงโอกาสทางอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เท่านั้น หากควรส่งเสริมการพัฒนาในระดับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ในฐานะ engine of growth ด้วย

สปป.ลาว ตั้งเป้าหมายที่จะหลุดพ้นจากสถานะประเทศพัฒนาน้อยที่สุด ดังนั้น ความร่วมมือในลักษณะหุ้นส่วนอย่างใกล้ชิดและการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในภาคธุรกิจ SMEs จะเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาและเติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งไทยสามารถทำงานร่วมกับ ประเทศคู่ร่วมพัฒนาอื่น ๆ  ตลอดจนองค์การระหว่างประเทศทั้งในระดับโลก ระดับภูมิภาค หรืออนุภูมิภาค เช่น คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (Mekong River Commission – MRC) เพื่อสร้างเสริมศักยภาพด้านการผลิต ด้านทรัพยากรมนุษย์ การบริหารจัดการทรัพยากร  และการพัฒนาที่ยั่งยืน ให้กับ สปป.ลาวได้ นอกจากนี้ ความร่วมมือด้านความมั่นคง เช่น การแก้ไขปัญหายาเสพติดและศูนย์หลอกลวงออนไลน์ (Scam Center) เป็นประเด็นสำคัญ ที่ทั้งสองประเทศต้องร่วมมือกันแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังด้วย

การพัฒนาความร่วมมือของภาคส่วนต่าง ๆ ควรคำนึงถึงและผสานการทำงานระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน สื่อมวลชน และหน่วยงานของ สปป.ลาว เช่น ศูนย์กลางสหพันธ์แม่หญิงลาว ศูนย์กลางซาวหนุ่ม ประชาชนปฏิวัติลาว และภาคประชาชน เพื่อสร้างพลังร่วม (synergy) ในการนำนโยบาย ไปสู่การปฏิบัติให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม และเป็นประโยชน์ ต่อประชาชนของทั้งสองประเทศ