หน้าแรก ต่างประเทศ ศาลโลกเปิดพิจ...

ศาลโลกเปิดพิจารณาคดี เมียนมาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์โรฮีนจา 12–29 ม.ค.

23.12.25 | 12:13 น.
REUTERS

ศาลโลกเปิดพิจารณาคดี เมียนมาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์โรฮีนจา 12–29 ม.ค.

ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ศาลโลก) จะทำการพิจารณาคดีสำคัญที่มีการกล่าวหาเมียนมาว่าได้กระทำการอันเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวมุสลิมโรฮีนจา ในวันที่ 12-29 มกราคม 2026

คาดว่าการพิจารณาคดีนี้จะสร้างบรรทัดฐานทางกฎหมายที่อาจส่งผลต่อคดีอื่นๆ ซึ่งรวมถึงคดีที่แอฟริกาใต้ยื่นฟ้องอิสราเอลต่อศาลโลกจากสงครามในฉนวนกาซา เนื่องจากนี่จะเป็นคดีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์คดีแรกในรอบกว่าสิบปีที่ศาลโลกจะทำการพิจารณาในเนื้อหาสาระของคดี

ในสัปดาห์แรกของการพิจารณาคดี ประเทศแกมเบีย ในแอฟริกาตะวันตกที่ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม จะนำเสนอข้อกล่าวหาและเหตุผลของตนต่อศาลระหว่างวันที่ 12–15 มกราคม โดยแกมเบียยื่นฟ้องคดีนี้ต่อศาลโลกตั้งแต่ปี 2019 ด้วยการสนับสนุนจากองค์การความร่วมมืออิสลาม (โอไอซี) โดยกล่าวหาเมียนมาว่าก่ออาชญากรรมฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ต่อชาวโรฮีนจา

ขณะที่เมียนมา ซึ่งปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มาโดยตลอด จะมีโอกาสนำเสนอข้อโต้แย้งของตนต่อศาลในวันที่ 16–20 มกราคม

Advertisement

นอกจากนี้ ศาลโลกยังได้จัดสรรเวลาอีกสามวันสำหรับการไต่สวนพยาน ซึ่งถือเป็นความเคลื่อนไหวที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อย โดยการไต่สวนพยานดังกล่าวจะเป็นการพิจารณาแบบปิด ไม่ให้สาธารณชนหรือสื่อมวลชนรับฟัง

คณะผู้เชี่ยวชาญค้นหาข้อเท็จจริงของสหประชาชาติสรุปว่า ปฏิบัติการทางทหารของเมียนมาในปี 2017 ซึ่งขับไล่ชาวโรฮีนจา 730,000 คนหลบหนีข้ามพรมแดนไปยังบังกลาเทศนั้น มีองค์ประกอบของการกระทำที่เข้าข่ายการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

เมียนมาปฏิเสธข้อสรุปของสหประชาชาติ โดยระบุว่าเป็นรายงานที่มีอคติและบกพร่อง พร้อมยืนยันว่าการปราบปรามดังกล่าวมีเป้าหมายไปที่กลุ่มกบฏโรฮีนจาที่ก่อเหตุโจมตีเจ้าหน้าที่รัฐ

คดีนี้ถูกฟ้องร้องภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยการป้องกันและลงโทษอาชญากรรมฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ปี 1948 ซึ่งตราขึ้นหลังเหตุการณ์สังหารหมู่ชาวยิวในช่วงการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์โดยนาซี ซึ่งนิยามการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ว่าเป็นการกระทำที่กระทำด้วยเจตนาจะทำลาย กลุ่มชาติพันธุ์ เชื้อชาติ หรือศาสนาใดๆ ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน

ทั้งเมียนมาและแกมเบียเป็นภาคีของอนุสัญญาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ซึ่งทำให้ศาลโลกมีอำนาจพิจารณาคดีนี้

การกระทำที่เข้าข่ายการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ตามที่ระบุไว้ในอนุสัญญา รวมถึงการฆ่าสมาชิกของกลุ่ม การก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงต่อร่างกายหรือจิตใจของสมาชิกในกลุ่ม และการจงใจสร้างสภาพความเป็นอยู่ที่มุ่งหมายให้นำไปสู่การทำลายล้างกลุ่มนั้น ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน

ข้อวินิจฉัยของศาลโลกในคดีนี้อาจมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อคดีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อแกมเบียและรัฐที่เข้าร่วมเป็นผู้แทรกแซงในคดีนี้ เช่น แคนาดา ฝรั่งเศส เยอรมนี และสหราชอาณาจักร ได้โต้แย้งว่าการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ไม่ควรถูกจำกัดความหมายไว้เพียงการสังหารหมู่จำนวนมากเท่านั้น

รัฐที่เข้าร่วมเป็นผู้แทรกแซงเหล่านี้ระบุในเอกสารที่ยื่นต่อศาลว่า ศาลไม่ควรมุ่งพิจารณาเพียงจำนวนผู้เสียชีวิตเพื่อพิสูจน์เจตนาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ แต่ควรพิจารณาปัจจัยอื่นเช่นการบังคับโยกย้ายถิ่นฐาน อาชญากรรมต่อเด็ก รวมถึงอาชญากรรมทางเพศและอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับเพศสภาพด้วย