ไปให้สุด! สหรัฐปฏิเสธวีซ่า อดีตกมธ.อียู-นักเคลื่อนไหว อ้างบีบเซ็นเซอร์ พุ่งเป้ามะกัน
รัฐบาลสหรัฐภายในการนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สั่งห้ามออกวีซ่าให้กับอดีตคณะกรรมาธิการสหภาพยุโรป และนักรณรงค์ต่อต่านข้อมูลเท็จ ที่สหรัฐกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการเซ็นเซอร์แพตลฟอร์มมีเดียของสหรัฐ ซึ่งถือเป็นการดำเนินการล่าสุดของสหรัฐเพื่อต่อต้านกฎระเบียบของยุโรป ที่เจ้าหน้าที่สหรัฐกล่าวว่าเป็นการควบคุมที่เกิดขอบเขตที่ชอบด้วยกฎหมาย
รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม ใช้มาตรการห้ามออกวีซ่าต่ออดีตกรรมาธิการสหภาพยุโรปรายหนึ่ง และนักรณรงค์ต่อต้านข้อมูลบิดเบือนอีก 4 คน โดยระบุว่าบุคคลเหล่านี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเซ็นเซอร์แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียของสหรัฐ ถือเป็นความเคลื่อนไหวล่าสุดในแคมเปญที่มุ่งต่อต้านกฎระเบียบของยุโรป ซึ่งเจ้าหน้าที่สหรัฐระบุว่าเกินขอบเขตของการกำกับดูแลที่ชอบด้วยกฎหมาย
เจ้าหน้าที่รัฐบาลทรัมป์ได้สั่งการให้นักการทูตสหรัฐเร่งสร้างกระแสคัดค้านกฎหมาย Digital Services Act (DSA) ซึ่งเป็นกฎหมายว่าด้วยการกำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัลและบริการออนไลน์ของสหภาพยุโรป ที่มีจุดประสงค์เพื่อต่อต้านคำพูดที่สร้างความเกลียดชัง ข้อมูลเท็จ และข้อมูลบิดเบือน ซึ่งสหรัฐมองว่ากฎหมายดังกล่าวบั่นทอนเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และเพิ่มต้นทุนให้กับบริษัทเทคโนโลยีของสหรัฐ
การประกาศห้ามออกวีซ่าดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่รัฐบาลทรัมป์ได้ประกาศยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติใหม่ ซึ่งเผยแพร่เมื่อต้นเดือนธันวาคม โดยระบุว่าผู้นำยุโรปกำลังเซ็นเซอร์เสรีภาพในการแสดงความเห็น และปราบปรามการต่อต้านนโยบายตรวจคนเข้าเมืองของตน ซึ่งรัฐบาลสหรัฐชี้ว่านโยบายเหล่านี้เสี่ยงต่อทำให้เกิด “การลบล้างอารยธรรม” ของทวีปยุโรป
มาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ กล่าวว่า บุคคลทั้งห้าคนที่ถูกระงับวีซ่าสหรัฐดังกล่าวเป็นผู้นำความพยายามอย่างเป็นระบบในการบีบบังคับแพลตฟอร์มของสหรัฐให้เซ็นเซอร์ ปิดกั้นการสร้างรายได้ และปราบปรามมุมมองของชาวอเมริกันที่เห็นต่าง
“นักเคลื่อนไหวหัวรุนแรงและองค์กรพัฒนาเอกชน (เอ็นจีโอ) ที่ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือเหล่านี้ ได้ส่งเสริมการปราบปรามการเซ็นเซอร์โดยรัฐต่างชาติ ซึ่งพุ่งเป้าไปที่ผู้แสดงความคิดเห็นชาวอเมริกันและบริษัทอเมริกัน” แถลงการณ์ของรูบิโอระบุ
รูบิโอกล่าวด้วยว่า การดำเนินการเพื่อกำหนดมาตรการจำกัดวีซ่าต่อตัวแทนของกลุ่มอุตสาหกรรมการเซ็นเซอร์ระดับโลก ซึ่งจากนี้ไปจะถูกห้ามเดินทางเข้าสหรัฐ พร้อมเสริมว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ได้แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่า นโยบายต่างประเทศแบบ “อเมริกาต้องมาก่อน” ปฏิเสธการละเมิดอธิปไตยของสหรัฐ การแทรกแซงข้ามพรมแดนของผู้ทำหน้าที่เซ็นเซอร์ต่างชาติที่มุ่งเป้าไปที่การแสดงความคิดเห็นของชาวอเมริกันก็ไม่มีข้อยกเว้น
แม้รูบิโอจะไม่เปิดเผยชื่อผู้ถูกตกเป็นเป้าหมาย แต่ซาราห์ โรเจอร์ส ปลัดกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐด้านการทูตสาธารณะ ได้ระบุชื่อบุคคลเหล่านี้ผ่านแพลตฟอร์ม X พร้อมกล่าวหาว่า พวกเขาเป็นผู้ยุยงให้เกิดการเซ็นเซอร์ความคิดเห็นของชาวอเมริกัน
เป้าหมายที่เป็นที่จับตามองมากที่สุดคือ เธียร์รี เบรอตง อดีตผู้บริหารภาคธุรกิจชาวฝรั่งเศส ซึ่งดำรงตำแหน่งกรรมาธิการยุโรปด้านตลาดภายในระหว่างปี 2019–2024 โรเจอร์เรียกเบรอตงว่าเป็น “ผู้บงการ” ของ DSA และบอกด้วยว่าเขาเคยข่มขู่ อีลอน มัสก์ เจ้าของแพลตฟอร์ม X ซึ่งเป็นพันธมิตรของประธานาธิบดีทรัมป์ด้วย
โรเจอร์สบอกด้วยว่า การห้ามออกวีซ่ายังครอบคลุมถึง อิมราน อาห์เหม็ด ซีอีโอชาวอังกฤษขององค์กร Center for Countering Digital Hate ซึ่งตั้งอยู่ในสหรัฐ อันนา-เลนา ฟอน โฮเดนเบิร์ก และโจเซฟีน บัลลง จากองค์กรไม่แสวงหากำไร HateAid ในเยอรมนี รวมถึงแคลร์ เมลฟอร์ด ผู้ร่วมก่อตั้ง Global Disinformation Index (GDI)
โรเจอร์สกล่าวหาเมลฟอร์ดว่า ตีตราความคิดเห็นบนโลกออนไลน์อย่างไม่ถูกต้อง ว่าเป็นคำพูดที่แสดงความเกลียดชังหรือข้อมูลบิดเบือน และใช้เงินภาษีของชาวอเมริกันเพื่อยุยงให้เกิดการเซ็นเซอร์และการขึ้นบัญชีดำต่อคำพูดและสื่อของสหรัฐ
โฮเดนเบิร์กและบัลลงระบุผ่านแถลงการณ์ว่า การห้ามออกวีซ่าเป็นความพยายามที่จะขัดขวางการบังคับใช้กฎหมายของยุโรปต่อบริษัทสหรัฐที่ดำเนินธุรกิจในยุโรป พร้อมระบุว่า “เราจะไม่ยอมถูกข่มขู่โดยรัฐบาลที่ใช้ข้อกล่าวหาเรื่องการเซ็นเซอร์เป็นเครื่องมือในการทำให้ผู้ที่ยืนหยัดเพื่อปิดปากผู้ที่ยืนหยัดเพื่อสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น”
โฆษกของ GDI ระบุว่าการกระทำของสหรัฐเป็นสิ่งที่ไร้ศีลธรรม ผิดกฎหมาย และขัดกับความเป็นอเมริกัน และเป็นการโจมตีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นแบบเผด็จการ รวมถึงการใช้อำนาจรัฐเพื่อเซ็นเซอร์อย่างร้ายแรง

