เขมรขอให้ประชาชน ‘บล็อก-กดโกรธ’ เพจไทย หวั่นข่าวปลอมและเอไอ บิดเบือนข้อมูลทำโลกเข้าใจผิด
เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม เว็บไซต์แขมร์ไทม์ส รายงานว่า กระทรวงไปรษณีย์และโทรคมนาคม และกระทรวงสารสนเทศ ของกัมพูชา ออกมาเรียกร้องให้ประชาชนหยุดการแชร์เนื้อหาจากสื่อสังคมออนไลน์ หรือโซเชียลมีเดีย ที่มีต้นทางมาจากประเทศไทย หรือจากแหล่งที่ไม่แน่ชัดหรือยังไม่ได้รับการตรวจสอบ โดยอ้างถึงความห่วงกังวลเกี่ยวกับข่าวปลอม หรือเฟคนิวส์ ข้อมูลที่บิดเบือน และภัยคุกคามต่ออธิปไตยรวมถึงบูรณภาพแห่งดินแดนของกัมพูชา
ทั้งนี้ ตามคำสั่งร่วมที่ออกมาเมื่อวาน (23 ธ.ค.) ระบุว่า จากความขัดแย้งบริเวณชายแดน ได้นำไปสู่การแพร่กระจายของบทความ ภาพ และเนื้อหาดิจิทัลอื่นๆ บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิด
โดยกระทรวงทั้งสองได้เน้นย้ำว่า การแพร่กระจายข้อมูลที่ยังไม่ได้ผ่านการตรวจสอบ ได้โหมกระแสข่าวปลอม การยุยงปลุกปั่น และข้อมูลบิดเบือน ที่อาจบดบังข้อเท็จจริงที่นำเสนอผ่านช่องทางการสื่อสารอย่างเป็นทางการของรัฐบาลกัมพูชา รวมไปถึงกระทรวง สถาบันต่างๆ และสื่อมวลชนระดับชาติที่ได้รับการรับรอง
ทั้งสองกระทรวงยังได้แสดงความห่วงกังวลว่า เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ ซึ่งรวมทั้งแชตจีพีที (ChatGPT) และเจมิไน (Gemini) ที่ได้ประมวลผลและนำข้อมูลที่สร้างความเข้าใจผิดดังกล่าวมาเผยแพร่ซ้ำมากขึ้น ซึ่งอาจทำให้ผู้รับสารในระดับสากล เข้าใจผิดว่า เรื่องเล่าอันเป็นเท็จเหล่านั้น คือการรายงานข้อเท็จจริง
พร้อมกับเตือนว่า แนวโน้มดังกล่าวเสี่ยงที่จะทำให้เกิดการบิดเบือนความเข้าใจของคนทั่วโลก เกี่ยวกับพฤติกรรมก้าวร้าวของไทยต่ออธิปไตยของกัมพูชา
ทั้งสองกระทรวงยังได้สนับสนุนให้ประชาชนช่วยกันรายงานและบล็อกเพจเฟซบุ๊ก บัญชีผู้ใช้ และแหล่งที่มาบนโซเชียลมีเดียอื่นๆ ที่มาจากประเทศไทย หรือมีแหล่งที่มาไม่ชัดเจน พร้อมทั้งแนะนำให้ใช้ปุ่มแสดงความ “โกรธ” บนเฟซบุ๊ก เมื่อพบเห็นเนื้อหาที่ถูกแพร่กระจายอย่างต่อเนื่องจากแหล่งข่าวเหล่านั้น
พร้อมทั้งเรียกร้องให้บุคลากรวิชาชีพในภาคสื่อสารมวลชนและแพร่ภาพกระจายเสียง ปฏิบัติตามจริยธรรมแห่งวิชาชีพสื่อสารมวลชนอย่างเคร่งครัด
ขณะเดียวกัน ทั้งสองกระทรวงยังได้สนับสนุนให้เหล่านักสร้างคอนเทนต์ และประชาชนทั่วไปที่สนับสนุนความยุติธรรมและสันติภาพ ช่วยกันผลิตและแชร์เนื้อหาที่นำเสนอมุมมองของกัมพูชา และข้อมูลที่เป็นจริง สู่ประชาคมโลก ผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย
แม้ว่าจะมีการเรียกขอความร่วมมือให้ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน ผู้เชี่ยวชาญด้านโสตทัศนูปกรณ์ และผู้ใช้โซเชียลมีเดียทุกคนปฏิบัติตามแนวทางดังกล่าว แต่คำแนะนำนี้ ได้เน้นย้ำถึง “ความรับผิดชอบร่วมกัน” ในการส่งเสริมข้อมูลที่ถูกต้องและมีคุณภาพ เพื่อให้มั่นใจว่า การสื่อสารสาธารณะนั้น มีความปลอดภัยและเชื่อถือได้
โดยยังได้ย้ำด้วยว่า ความพยายามดังกล่าว จะช่วยลดการมองเห็นและอิทธิพลของรายงานที่เกินจริงและเป็นเท็จ ซึ่งมีต้นตอจากประเทศไทย ทั้งบนโซเชียลมีเดียและในเครือข่ายข่าวระดับสากล

