หน้าแรก ต่างประเทศ อียูเตือนพร้อ...

อียูเตือนพร้อมตอบโต้กลับ ประณามมะกันแบนวีซ่า ชี้เสรีภาพแสดงออกเป็นสิทธิพื้นฐาน

25.12.25 | 09:46 น.
AP

อียูเตือนพร้อมตอบโต้กลับ ประณามมะกันแบนวีซ่า ชี้เสรีภาพแสดงออกเป็นสิทธิพื้นฐาน

สหภาพยุโรป (อียู) ฝรั่งเศส และเยอรมนี ออกมาประณามมาตรการระงับการออกวีซาของสหรัฐอเมริกาต่อชาวยุโรป 5 คน ที่ทำงานด้านการต่อต้านความเกลียดชังและข้อมูลบิดเบือนบนโลกออนไลน์ เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม ถือเป็นการโจมตีชาติพันธมิตรยุโรปครั้งล่าสุดของรัฐบาลสหรัฐภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

สหรัฐประกาศเมื่อวันพุธที่ผ่านมาว่า ได้สั่งห้ามออกวีซาแก่พลเมืองยุโรป 5 คน ซึ่งรวมถึง เธียร์รี เบรอตง อดีตกรรมาธิการสหภาพยุโรปชาวฝรั่งเศส โดยกล่าวหาว่าบุคคลเหล่านี้มีบทบาทในการเซ็นเซอร์เสรีภาพในการแสดงออก หรือใช้นโยบายกำกับดูแลที่สร้างภาระโดยพุ่งเป้าไปที่บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ของสหรัฐ

โฆษกคณะกรรมาธิการยุโรประบุว่า อียูประณามการตัดสินใจของสหรัฐอย่างรุนแรง เสรีภาพในการแสดงออกเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานในยุโรป และเป็นคุณค่าหลักที่เรามีร่วมกับสหรัฐอเมริกาและประเทศประชาธิปไตยทั่วโลก พร้อมเสริมว่า อียูขอคำอธิบายจากวอชิงตัน และอาจตอบโต้ได้อย่างรวดเร็วและเด็ดขาดต่อมาตรการที่ไม่เป็นธรรมนี้

ด้านประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส ซึ่งกำลังเดินสายไปทั่วประเทศเพื่อเตือนถึงอันตรายที่ข้อมูลเท็จมีต่อระบอบประชาธิปไตย กล่าวว่า เขาได้พูดคุยกับเบรอตงแล้ว และขอบคุณเขาสำหรับงานที่ทำมา พร้อมย้ำว่า “เราจะไม่ยอมแพ้ และเราจะปกป้องเอกราชของยุโรปและเสรีภาพของชาวยุโรป”

Advertisement

เบรอตงเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีคลังฝรั่งเศส และเป็นกรรมาธิการตลาดภายในของสหภาพยุโรประหว่างปี 2019–2024 เป็นหนึ่งในผู้ร่างกฎหมายบริการดิจิทัล หรือ Digital Services Act (DSA)

กฎหมายฉบับนี้ถือเป็นกฎหมายสำคัญของอียู ที่มีเป้าหมายทำให้อินเทอร์เน็ตปลอดภัยยิ่งขึ้น โดยบังคับให้บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีต้องมีบทบาทมากขึ้นในการจัดการเนื้อหาที่ผิดกฎหมาย ซึ่งรวมถึง ถ้อยคำที่แสดงความเกลียดชังและสื่อลามกอนาจารเด็ก

เบรอตง ซึ่งเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงที่สุดในกลุ่มที่ถูกแบนวีซา เขียนบนแพลตฟอร์ม X ว่า “การล่าแม่มดของแม็กคาร์ธี กลับมาอีกครั้งแล้วหรือ?”

นอกจากเบรอตงแล้ว มาตรการแบนวีซาดังกล่าวยังรวมถึง อิมราน อาเหม็ด ซีอีโอชาวอังกฤษขององค์กร Center for Countering Digital Hate ซึ่งตั้งอยู่ในสหรัฐ แอนนา-เลนา ฟอน โฮเดินแบร์ก และโจเซฟีน บัลลง จากองค์กรไม่แสวงหากำไร HateAid ของเยอรมนี และแคลร์ เมลฟอร์ด ผู้ร่วมก่อตั้ง Global Disinformation Index (GDI)

กระทรวงยุติธรรมเยอรมนีกล่าวว่า นักกิจกรรมชาวเยอรมันทั้งสองได้รับการสนับสนุนและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันจากรัฐบาล และว่าการแบนวีซาต่อพวกเขาเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ พร้อมชี้ว่า HateAid มีบทบาทช่วยเหลือและให้การสนับสนุนผู้ที่ได้รับผลกระทบจากคำพูดที่แสดงความเกลียดชังที่ผิดกฎหมาย

“ใครก็ตามที่อธิบายสิ่งนี้ว่าเป็นการเซ็นเซอร์ กำลังบิดเบือนระบบรัฐธรรมนูญของเรา กณเกณฑ์ที่เราต้องการในการใช้ชีวิตบนโลกดิจิทัลในเยอรมนีและยุโรป ไม่ได้ถูกกำหนดในวอชิงตัน” กระทรวงยุติธรรมเยอรมนีระบุในแถลงการณ์

ด้านรัฐบาลอังกฤษย้ำว่า ยังคงยึดมั่นในการปกป้องเสรีภาพในการแสดงออก โดยโฆษกรัฐบาลอังกฤษกล่าวในแถลงการณ์ว่า ในขณะที่ทุกประเทศจะมีสิทธิ์กำหนดกฎเกณฑ์วีซาของตนเอง แต่เราสนับสนุนกฎหมายและสถาบันที่กำลังทำงานเพื่อทำให้อินเทอร์เน็ตปลอดจากเนื้อหาที่เป็นอันตรายที่สุด

โฆษกของ GDI ระบุว่า การแบนวีซาครั้งนี้คือการโจมตีเสรีภาพในการแสดงออกในแบบเผด็จการ และเป็นการกระทำที่ร้ายแรงด้วยการเซ็นเซอร์ของรัฐ

“รัฐบาลทรัมป์กำลังใช้กำลังทั้งหมดของรัฐบาลกลางอีกครั้งหนึ่ง เพื่อข่มขู่ เซ็นเซอร์ และปิดปากผู้เห็นต่าง การกระทำของพวกเขาในวันนี้เป็นสิ่งที่ไร้ศีลธรรม ผิดกฎหมาย และขัดกับคุณค่าความเป็นอเมริกัน” แถลงการณ์ของ GDI ระบุ

การแบนวีซาดังกล่าวถือเป็นการยกระดับความตึงเครียดระหว่างสหรัฐกับยุโรปขึ้นไปอีกขั้น ท่ามกลางมุมมองของสหรัฐที่เห็นว่า ยุโรปกำลังสูญเสียความสำคัญลงอย่างรวดเร็วจากจุดอ่อนด้านการป้องกันประเทศ ความล้มเหลวในการจัดการปัญหาผู้อพยพ กฎระเบียบที่ยุ่งยากเกินจำเป็น และการเซ็นเซอร์เสียงของฝ่ายขวาจัดและกลุ่มชาตินิยม เพื่อกีดกันไม่ให้พวกเขาก้าวขึ้นสู่อำนาจ