หน้าแรก ต่างประเทศ อินโดฯฟ้องปตท...

อินโดฯฟ้องปตท.สผ.กรณีน้ำมันรั่วปี’52 เรียกร้องค่าเสียหาย7หมื่นล้าน

6.05.17 | 16:49 น.
NASA Earth Observatory

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า ทางการอินโดนีเซียเปิดเผยเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม ว่าได้ยื่นฟ้องบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด หรือ ปตท.สผ.และพีทีทีอีพี ออสเตรเลเชีย บริษัทลูกของ ปตท.สผ.ในออสเตรเลีย เรียกร้องค่าเสียหาย 27.4 ล้านล้านรูเปียห์ (ราว 69,000 ล้านบาท) ในข้อกล่าวหาว่าสร้างความเสียหายให้กับสิ่งแวดล้อม จากกรณีน้ำมันรั่วที่แหล่งน้ำมันมอนทาราในทะเลติมอร์ ทางชายฝั่งด้านตะวันตกเฉียงเหนือของออสเตรเลีย เมื่อปี 2552

เหตุการณ์น้ำมันรั่วที่แหล่งน้ำมันมอนทาราเมื่อปี 2552 ทำให้มีน้ำมันรั่วไหลลงทะเลติมอร์รวมแล้วกว่า 30,000 บาร์เรลตลอดช่วงเวลา 74 วัน หลังแท่นขุดเจาะในบริเวณดังกล่าวเกิดระเบิดขึ้น

คดีแพ่งดังกล่าวมีการยื่นฟ้องต่อศาลเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยนายอาซิฟ ฮาวาส เออโกรเซโน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงประสานงานกิจการทางทะเลของอินโดนีเซียกล่าวว่า “นี่เป็นความพยายามที่จะเรียกร้องความยุติธรรมในกรณีน้ำมันรั่ว”

นายเออโกรเซโนยังระบุด้วยว่า น้ำมันที่รั่วออกมาสร้างความเสียหายให้กับสิ่งแวดล้อมในทะเลติมอร์ ทั้งสาหร่ายทะเลและหญ้าทะเลเป็นวงกว้าง รวมถึงปูแสมของอินโดนีเซียด้วย
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา รัฐบาลอินโดนีเซียได้ขอให้ ปตท.สผ.จ่ายค่าชดเชยผ่านช่องทางที่ไม่มีการต่อสู้คดี แต่กระบวนการเจรจาเริ่มเข้าสู่ทางตันเมื่อปี 2555 และไม่สามารถบรรลุข้อตกลงกันได้

“เรารู้สึกว่าพวกเขาไม่จริงจังมากเพียงพอในการแก้ปัญหา” นายเออโกรเซโนระบุ

Advertisement

ก่อนหน้านี้มีการตั้งคณะกรรมการอิสระที่มีอดีตรัฐมนตรีต่างประเทศของอินโดนีเซียและอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยร่วมอยู่ด้วย แต่ไม่สามารถคลี่คลายปัญหาได้จากการที่ ปตท.สผ.ล้มเหลวที่จะลงนามในข้อตกลงที่จะแก้ปัญหาน้ำมันรั่วดังกล่าว

ทั้งนี้ ปตท.สผ.ชี้แจงโดยอ้างผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์หลายชิ้นจากหน่วยงานอิสระว่า “กรณีดังกล่าวไม่มีน้ำมันรั่วไปถึงชายฝั่งของออสเตรเลียและอินโดนีเซีย และไม่มีการตรวจพบถึงผลกระทบสิ่งมีชีวิตและระบบนิเวศในทะเลติมอร์”

เมื่อปี 2554 ปตท.สผ.ถูกศาลเมืองดาร์วินของออสเตรเลียสั่งปรับเป็นเงิน 510,000 ดอลลาร์ออสเตรเลีย (ราว 13.8 ล้านบาท) หลังยอมรับผิดทั้ง 4 ข้อหาในกรณีที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพและความปลอดภัยในที่ทำงานและการล้มเหลวที่จะดำรงไว้ซึ่งหลักปฏิบัติที่ดีในการบริหารจัดการแหล่งน้ำมัน ซึ่งทางบริษัทระบุว่า คำพิพากษาดังกล่าวถือว่าเป็นบทสรุปทางกฎหมายของกรณีน้ำมันรั่วที่มอนทาราแล้ว