ชัยชนะอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2024 ของโดนัลด์ ทรัมป์ ชนิดหักปากกาโพลทุกสำนักที่เคยระบุก่อนหน้านั้นว่า การเลือกตั้งดังกล่าวน่าจะเป็นการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่ผลการแข่งขันสูสีที่สุดในประวัติศาสตร์การเลือกตั้งของสหรัฐอเมริกา
แต่ยังไม่สร้างความตกตะลึงให้กับโลกได้มากเท่ากับหลังจากที่ทรัมป์สาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐสมัยที่ 2 ในวันที่ 20 มกราคม 2025
เพราะนับตั้งแต่นั้นมาโลกได้เห็นหลายสิ่งหลายอย่างที่ไม่เคยคาดคิดว่าจะได้เห็น โดยเฉพาะจากประเทศที่ถูกมองว่าเป็น พี่ใหญ่ ผู้ดำรงตำแหน่งมหาอำนาจเดี่ยวของโลกมาอย่างยาวนานกว่า 80 ปี นับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา
เศรษฐกิจโลกป่วน
หากพูดถึงประเด็นที่ทรัมป์ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนและผลกระทบไปทั่วโลกมากที่สุด ย่อมไม่พ้นการประกาศขึ้นกำแพงภาษีสินค้านำเข้าที่มีผลบังคับใช้กับทุกประเทศทั่วโลกที่ส่งสินค้ามายังสหรัฐ ในวันที่ 2 เมษายน 2025 ซึ่งทรัมป์ให้คำจำกัดความว่ามันเป็น วันแห่งการปลดปล่อย ของสหรัฐ ที่จุดชนวนความปั่นป่วนของการค้าโลก โดยมีการเก็บภาษีพื้นฐาน 10% และเรียกเก็บภาษีต่างตอบแทนในอัตราที่แตกต่างกันไป การประกาศขึ้นภาษีดังกล่าวทำให้อัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐสูงที่สุดนับตั้งแต่ยุคเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ ตลาดการเงินเต็มไปด้วยความผันผวนอย่างหนักตามมา
การประกาศเรียกเก็บภาษีของทรัมป์ มีเป้าหมายเพื่อบีบให้ประเทศต่างๆ เข้ามาเจรจากับสหรัฐด้วยข้อเสนอที่ดีที่สุด แลกกับการลดหย่อนภาษี ในภาพรวมของการเจรจาภาษี ดูเหมือนทรัมป์จะได้ในสิ่งที่ต้องการ เพราะภาษีทรัมป์ทำให้ผู้นำประเทศต่างๆ เร่งเดินทางไปกรุงวอชิงตันเพื่อปิดดีล โดยมักแลกกับคำมั่นว่าจะลงทุนในสหรัฐมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ มีการบรรลุข้อตกลงกับประเทศ
คู่ค้ารายใหญ่จำนวนมาก
ขณะที่จีนซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญของมาตรการภาษีครั้งนี้ ด้วยสถานะของฐานการผลิตหลักที่ผลิตสินค้าป้อนตลาดโลกมายาวนานหลายทศวรรษ แม้ในตอนแรกทรัมป์จะแสดงท่าทีแข็งกร้าวและเคยประกาศเก็บภาษีจีนในอัตราสูงสุดถึง 145% แต่จีนก็ยืนหยัดพร้อมต่อสู้กับสหรัฐชนิดไม่ยอมถอยด้วยการยืนยันว่าจีนจะไม่ยอมจำนนต่อการดำเนินการเช่นนี้ ท้ายที่สุดทรัมป์ลดความแข็งกร้าวลง และทำให้ผู้แทนของทั้งสองประเทศเริ่มต้นการแก้ไขปัญหาผ่านการหารือกัน ซึ่งบรรเทาความตึงเครียดของการค้าโลกลงไปได้ระดับหนึ่ง
แม้ข้อตกลงขั้นสุดท้ายกับจีนยังคงค้างคาอยู่หลังการเจรจาหลายรอบ แต่สัญญาณล่าสุดจากการที่สหรัฐประกาศชะลอการขึ้นภาษีที่จะเรียกเก็บจากเซมิคอนดักเตอร์จากจีนออกไปถึงเดือนมิถุนายน 2027 ก็แสดงให้เห็นว่ามันน่าจะถูกนำไปใช้เป็นหนึ่งในข้อต่อรองทางการค้ากับการส่งออกแร่หายาก ซึ่งเป็นส่วนประกอบพื้นฐานที่จำเป็นอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่เป็นอนาคตของโลก ในขณะที่จีนเป็นผู้คุมส่วนแบ่งแร่หายากในตลาดโลกเกือบทั้งหมด ก็ทำให้สหรัฐไม่อาจเล่นไม้แข็งกับจีนได้อย่างที่ทำกับประเทศอื่นๆ
ในเวลาเดียวกัน ดุลการค้าของจีนกลับสวนทางกับมาตรการภาษีของทรัมป์ โดยทำสถิติพุ่งทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 31 ล้านล้านบาท เนื่องจากจีนประสบความสำเร็จในการกระจาย
ตลาดออกจากสหรัฐ ปรับภาคการผลิตไปสู่ห่วงโซ่อุปทานที่มีมูลค่าสูงขึ้น และใช้ความได้เปรียบที่มีในแร่หายาก ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญต่อความมั่นคงของโลกตะวันตก ตอบโต้แรงกดดันจากสหรัฐหรือยุโรปที่ต้องการให้จีนลดการได้ดุลการค้ากับประเทศเหล่านี้
กระนั้นก็ดี ตามข้อมูลของ Yale Budget Lab มาตรการภาษีของทรัมป์ซึ่งพุ่งเป้าไปที่การบีบให้ประเทศคู่ค้ากลับเข้ามาลงทุนเพื่อฟื้นฟูฐานการผลิตที่เสื่อมถอยของสหรัฐ ได้ผลักดันให้อัตราภาษีเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็นเกือบ 17% จากน้อยกว่า 3% ณ สิ้นปี 2024 โดยมาตรการดังกล่าวสร้างรายได้ให้กระทรวงการคลังสหรัฐราว 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 9.3 แสนล้านบาทต่อเดือน
นโยบาย “อเมริกาต้องมาก่อน” ฟื้นความแข็งแกร่งหรือทำล่มสลาย
Make America Great Again หรือ MAGA คำขวัญติดปากและติดตัวทรัมป์ ได้กลายเป็นกรอบของการวางทิศทางนโยบายของทรัมป์ในการดำรงตำแหน่งสมัยที่ 2 แต่หลายสิ่งหลายอย่างที่ทรัมป์ได้ดำเนินการลงไป กลับดูจะสวนทางกับคำขวัญของเขาที่ต้องการทำให้อเมริกันกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง การดำเนินนโยบายของทรัมป์หลายประการทำให้ภาพจำของคนทั่วโลกต่อสหรัฐในฐานะชาติมหาอำนาจที่พึ่งพาได้ ประเทศที่คอยให้การช่วยเหลือ และประเทศที่ดูแลระเบียบโลกให้ดำรงคงอยู่ในทิศทางที่ควรจะเป็นค่อยๆ ล่มสลายหายไปอย่างรวดเร็วจนแทบไม่น่าเชื่อ
เริ่มตั้งแต่การประกาศยุติการให้ความช่วยเหลือกับประเทศต่างๆ ของทรัมป์ด้วยการยุบสำนักงานเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐ หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ USAID ที่ก่อตั้งมานานถึง 64 ปี นับตั้งแต่ปี 1961 โดยมีหน้าที่หลักในการให้ความช่วยเหลือด้านการพัฒนาและมนุษยธรรมแก่ประเทศต่างๆ ครอบคลุมตั้งแต่โครงการด้านมนุษยธรรม สาธารณสุข การศึกษา การพัฒนาเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม พลังงาน ไปจนถึงประชาธิปไตย ด้วยเหตุผลที่ว่าเป็นการนำภาษีของชาวอเมริกันไปใช้ในต่างประเทศมากเกินไป และโครงการเหล่านั้นไม่ได้มีประโยชน์โดยตรงกับสหรัฐ
ขณะที่ในอดีต โครงการต่างๆ ของ USAID ถูกมองว่าเป็นการใช้อำนาจละมุน (soft power) ของสหรัฐอย่างแนบเนียนจนยากที่ประเทศอื่นจะเข้ามาแทนที่ และตอกย้ำความเป็นผู้นำโลกของสหรัฐที่คอยประคับประคองประเทศที่มีปัญหาให้ได้รับการพัฒนาในทิศทาง (ที่สหรัฐเห็นว่า) ถูกต้อง และเป็นประโยชน์กับพวกเขาอย่างแท้จริง ช่วยสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจและความรู้สึกดีๆ ให้กับประเทศเหล่านั้น ที่มองว่าสหรัฐเป็นมิตรประเทศที่พวกเขาสามารถพึ่งพาได้ และเป็นหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนาอย่างแท้จริง
ตามด้วยการทิ้งบทบาทนำของสหรัฐในเวทีพหุภาคีที่ตนเองเป็นผู้ก่อร่างสร้างขึ้น โดยเฉพาะในองค์การสหประชาชาติที่ทรัมป์ไม่เพียงประกาศที่จะไม่ให้เงินสนับสนุน แต่ถอนตัวจากความตกลงระหว่างประเทศที่เห็นว่าไม่เป็นประโยชน์กับการพัฒนาของสหรัฐ อาทิ ความตกลงปารีสว่าด้วยโลกร้อนและการประกาศถอนตัวออกจากองค์การอนามัยโลก สหรัฐไม่เพียงแต่ทำลายภาพลักษณ์ผู้นำในเวทีพหุภาคีของตน แต่ยังทำให้โลกได้เห็นในสิ่งที่ไม่มีใครเคยคาดคิดและสุดจะย้อนแย้ง นั่นคือการผงาดขึ้นมาของจีนในฐานะประเทศที่ยืนหยัดเพื่อธำรงรักษากรอบความร่วมมือพหุภาคีโลกด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจ
การขับไล่ผู้อพยพซึ่งเป็นอีกหนึ่งในนโยบายเรือธงของทรัมป์ที่ประกาศไว้ตั้งแต่การรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง แม้ในทางหนึ่งอาจดูเหมือนจะดี แต่ในเวลาเดียวกันก็ต้องยอมรับว่า สหรัฐเป็นประเทศที่ขาดแรงงานไม่ต่างจากไทยที่คนในประเทศไม่ทำงานบางประเภทที่หนักและเหนื่อย ผู้อพยพได้เข้ามาเติมเต็มในส่วนที่ขาดหายนี้ การขับไล่พวกเขาออกไป ก็อาจย้อนกลับมาสร้างปัญหาให้กับสหรัฐเอง ถึงที่สุดแล้ว หากการผลักดันให้สหรัฐกลับเป็นฐานการผลิตอีกครั้งของทรัมป์ประสบผลสำเร็จ แต่กลับไม่มีแรงงานมากพอที่จะเข้าไปทำงานในภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ได้ ฝันของทรัมป์ก็อาจล่มสลายจากน้ำมือของตนเอง
ขณะที่การควบคุมเสรีภาพในการแสดงความเห็นโดยเฉพาะในมหาวิทยาลัยระดับไอวีลีก ที่ทรัมป์กล่าวหาไม่จัดการกับการประท้วงและการต่อต้านยิวมากพอ พร้อมกับเรียกร้องให้มีการปฏิรูปมหาวิทยาลัยครั้งใหญ่โดยกล่าวหาว่าเป็นแหล่งบ่มเพาะแนวคิดซ้ายจัด (Woke) โดยทรัมป์ระบุว่า ต้องการให้มหาวิทยาลัยมีความหลากหลายทางความคิด ไม่ใช่ยึดติดแต่เสรีนิยม รัฐบาลทรัมป์ยังมีประเด็นเกี่ยวกับการรับนักศึกษาต่างชาติที่แสดงความสนับสนุนปาเลสไตน์ โดยทรัมป์บีบมหาวิทยาลัยเหล่านี้ด้วยการห้ามรับนักศึกษาใหม่ พร้อมกับขู่จะเพิกถอนวีซ่านักศึกษา จนทำให้นักศึกษาบางคนต้องอยู่ด้วยความหวั่นวิตกว่าจะได้เล่าเรียนจนจบการศึกษาหรือไม่
การลงมือเล่นงานไอวีลีกของทรัมป์กำลังทำลายจุดแข็งของสหรัฐที่รู้จักกันในฐานะ Melting Pot หรือ เบ้าหลอมทางวัฒนธรรม จากการที่มีคนหลากหลายชาติและเผ่าพันธุ์พากันมาตั้งถิ่นฐานด้วยความฝันถึงอนาคตที่ดีกว่าในประเทศแห่งนี้ ที่มากไปกว่านั้นเราต้องยอมรับว่า นักศึกษาระดับหัวกะทิจากประเทศต่างๆ ที่เขาไปศึกษาเล่าเรียนในไอวีลีกเหล่านี้ มีจำนวนไม่น้อยที่เมื่อเรียนจบไปก็เข้าไปทำงานในภาคธุรกิจตลอดจนภาคส่วนอื่นๆ ในสหรัฐ ก่อนที่จะกลายเป็นพลเมืองสหรัฐ คนกลุ่มนี้เป็นมันสมองชั้นดีที่ช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจสหรัฐ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ยากจะหาได้ในประเทศอื่น การกระทำของรัฐบาลทรัมป์ ทำให้สหรัฐที่เคยถูกมองว่าเป็นดินแดนแห่งโอกาสสำหรับผู้ที่มีความรู้ความสามารถ สลายหายไปราวกับไอน้ำในอากาศ
ในประเด็นเรื่องความมั่นคง นโยบายอเมริกาต้องมาก่อนทำให้พันธมิตรด้านความมั่นคงข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกอย่างองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (นาโต) ล่มสลาย ปัจจุบันความร่วมมืออันแน่นแฟ้นของตะวันตกระหว่างชาติระหว่างยุโรปกับสหรัฐกลายเป็นเพียงภาพจำในอดีต ทรัมป์ลดการให้ความสนับสนุนแบบไม่มีเงื่อนไขกับยูเครน บีบให้ยุโรปเพิ่มงบประมาณทางทหารเพื่อปกป้องตนเอง และรับผิดชอบในการดูแลความมั่นคงของยูเครนเพิ่มขึ้น ล่าสุดยังถึงกับระงับการออกวีซ่าให้กับอดีตคณะกรรมาธิการยุโรปและเอ็นจีโอเกี่ยวข้องกับกฎหมายบริการดิจิทัล (DSA) ที่เกี่ยวกับการกำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัลและบริการออนไลน์ของสหภาพยุโรป ที่มีจุดประสงค์เพื่อต่อต้านคำพูดที่สร้างความเกลียดชัง ข้อมูลเท็จ และข้อมูลบิดเบือน โดยสหรัฐมองว่ากฎหมายดังกล่าวพุ่งเป้าบีบบังคับแพลตฟอร์มของสหรัฐให้เซ็นเซอร์ ปิดกั้นการสร้างรายได้ และปราบปรามมุมมองของชาวอเมริกันที่เห็นต่าง กลายเป็นรอยร้าวล่าสุดของพันธมิตรที่เคยใกล้ชิดกันอย่างที่สุด
ขณะที่รัฐบาลทรัมป์วิพากษ์วิจารณ์และเล่นงานผู้เห็นต่างอย่างไม่เลือกหน้า ทั้งการออกกฎเกณฑ์วีซ่าใหม่ที่สกัดกั้นผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายของสหรัฐ และถึงกับประกาศห้ามพลเมืองบางประเทศเดินทางเข้าสหรัฐด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติ แต่ทรัมป์ก็กลับเป็นผู้ที่ไม่ให้คุณค่าหรือแสดงความเคารพต่อกฎหมายระหว่างประเทศ ตั้งแต่การถล่มไซต์นิวเคลียร์อิหร่านแบบช็อกโลก การบุกยึดเรือเวเนซุเอลาอย่างต่อเนื่อง หรือการถล่มกองกำลังรัฐอิสลาม (ไอเอส) ในไนจีเรีย โดยไม่สนว่าจะถูกวิจารณ์อย่างไร ทั้งยังเดินหน้าขุดเจาะน้ำมันใหม่พร้อมเย้ยหยันว่าผลกระทบจากภาวะโลกร้อนที่ผู้คนกังวลนั้นไม่ใช่เรื่องจริง
หากพิจารณาจากสิ่งที่เขาทำตลอดปี ไม่เกินจริงหากจะบอกว่า ทรัมป์คือผู้สร้างความปั่นป่วนให้โลกในปี 2025 ที่กำลังจะผ่านพ้นไปแบบไร้ผู้ท้าชิง

