ไขกุญแจของการพัฒนาจีนผ่านสายตาคนนอก
ปี 2568 นับเป็นวาระครบรอบ 50 ปีของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน แต่หากย้อนกลับไปเมื่อครึ่งศตวรรษก่อน จีนในขณะนั้นมีสภาพแตกต่างจากจีนในปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง โดยยังต้องเผชิญกับปัญหาความยากจน การขาดแคลนสาธารณูปโภคพื้นฐาน ตลอดจนความจำกัดด้านทางเลือกในการอุปโภคบริโภคของประชาชน
เรื่องราวความสำเร็จของจีนในการพลิกโฉมประเทศถูกกล่าวถึงอย่างแพร่หลายในแวดวงวิชาการ โดยมีงานศึกษาจำนวนมากที่วิเคราะห์ปัจจัยสำคัญเบื้องหลังความสำเร็จดังกล่าว โดยเฉพาะในด้านนโยบายของอดีตผู้นำเติ้ง เสี่ยวผิง ที่ได้เปิดประเทศและปฏิรูปเศรษฐกิจ ทั้งนี้ ผู้เขียนอยากถอดบทเรียนการพัฒนาของจีนในมุมมองที่แตกต่างออกไป ที่ไม่ได้อยู่ในกรอบทฤษฎีรัฐศาสตร์การปกครอง แต่ผ่านสายตามนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งซึ่งเป็นชาวต่างชาติ ที่มีโอกาสได้ไปใช้ชีวิตอยู่ที่กรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของสาธารณรัฐประชาชนจีน และเดินทางไปมณฑลทางใต้ของประเทศหลายแห่ง เป็นระยะเวลาสี่เดือน
๐เสถียรภาพคือรากฐาน
จีนเป็นประเทศที่มีเสถียรภาพทางสังคมสูงมาก กล่าวได้ว่ารัฐบาลจีนประสบความสำเร็จในกระบวนการสร้างอัตลักษณ์ความเป็นจีนร่วมกันของประชาชนหลากหลายชาติพันธุ์เป็นอย่างยิ่ง โดยได้มีการทำให้ภาษาจีนกลางเป็นภาษามาตรฐาน ตลอดจนการสื่อสารผ่านสื่อของรัฐ ซึ่งได้สร้างความกลมเกลียวระหว่างประชากรที่มีอยู่กว่า 1.4 พันล้านคนและชนเผ่า 56 กลุ่ม ขณะเดียวกัน รัฐบาลจีนก็ไม่ได้มีความพยายามที่จะกลืนชนกลุ่มน้อยเข้ากับชาวฮั่นที่มีกว่า 90% ของประชากรทั้งหมดแต่อย่างใด ชนเผ่าอื่นๆ สามารถดำรงวัฒนธรรมและขนบธรรมเนียมของตน ภายใต้กรอบของความเป็นรัฐชาติเดียวกัน
เห็นได้จากที่เมืองซีซาง มณฑลเสฉวน ที่ภาษาถิ่นอี๋เขียนอยู่เคียงข้างควบคู่กับภาษาจีนแมนดาริน อีกทั้ง การสวมใส่ชุดพื้นเมืองท้องถิ่นที่สามารถใส่ได้ในทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นในชีวิตประจำวันหรือโรงเรียน ทั้งยังมีร้านค้าที่เปิดธุรกิจให้บริการแต่งหน้าและถ่ายภาพโดยใส่ชุดพื้นเมืองอีกด้วย แนวทางดังกล่าวส่งผลให้ชนกลุ่มน้อยไม่รู้สึกสูญเสียอัตลักษณ์ของตน จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องลุกขึ้นต่อต้านเพื่อตอบโต้รัฐบาล ทำให้จีนสามารถรักษาความเป็นระเบียบและความสงบเรียบร้อยในสังคมได้
พอเอ่ยถึงเรื่องชนกลุ่มน้อยในจีน ประเด็นที่ได้รับการพูดถึงและรายงานข่าวอยู่เสมอคงหนีไม่พ้นเรื่องชาวอุยกูร์ อย่างไรก็ดี จากประสบการณ์ที่อาศัยอยู่ที่ปักกิ่งพบว่า มีร้านอาหารซินเจียงอยู่เป็นจำนวนมาก และพนักงานในร้านเองก็เป็นชาวอุยกูร์ ซึ่งพวกเขาก็สามารถแสดงตัวตนด้วยการสวมโดปปะได้อย่างเปิดเผย ขณะที่ในวันชาติจีนเมื่อวันที่ 1 ตุลาคมเอง ก็มีชาวอุยกูร์ที่ใส่ชุดชาติพันธุ์ของตน เดินทางมาที่จัตุรัสเทียนอันเหมินเพื่อเฉลิมฉลองและชมพิธีเชิญธงขึ้นเสาด้วย
ที่ปักกิ่งยังมีย่านที่ชื่อว่า ‘นิวเจีย’ หรือถนนวัว ซึ่งตระการตาไปร้านอาหารฮาลาลและร้านค้าแบบดั้งเดิมของชาวฮุย ร้านอาหารในพื้นที่แห่งนี้มีคนต่อแถวซื้ออาหารอย่างหนาแน่นทุกวัน สะท้อนความสัมพันธ์อันดีระหว่างชนกลุ่มน้อยมุสลิมของจีนกับสังคมชาวฮั่นโดยรอบ
การกำกับดูแลข้อมูลเป็นอีกหนึ่งในกลไกสำคัญ การสื่อสารในโลกออนไลน์สามารถส่งผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประเทศ โดยเฉพาะในยุคที่โลกกำลังเผชิญกับภาวะ ‘disinformation’ และ ‘misinformation’ ซึ่งอาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดและความขัดแย้งทางสังคม ผู้ใช้บัญชีโชเซียลของจีนต้องผ่านกระบวนการยืนยันตัวตนในระบบ ซึ่งเชื่อมโยงกับบัตรประจำตัวประชาชนหรือบัญชีธนาคาร ทำให้รัฐสามารถติดตามและจัดการกับเนื้อหาที่ถูกมองว่าเป็นภัยต่อเสถียรภาพทางสังคมได้อย่างทันท่วงที
นอกจากนั้น กฎหมายที่เข้มงวดถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเสริมความเข้มแข็งให้กับเสถียรภาพทางสังคมของจีน รัฐบาลได้ติดตั้งกล้องวงจรปิดจำนวนมากในเมืองใหญ่ ไม่ได้ใช้เพียงแค่เฝ้าระวังอาชญากรรมและการกระทำผิดกฎหมายเท่านั้น แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบเครดิตสังคม โดยจะมีการหักคะแนนหากประชาชนคนใดละเมิดกฎหมาย แนวทางเช่นนี้แม้จะได้รับการวิจารณ์ทางผู้ใช้เลนส์แนวคิดตะวันตกมองเข้าไปว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพส่วนบุคคล แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเสถียรภาพทางสังคมและความมั่นคงของรัฐที่เกิดขึ้นนี้ทำให้รัฐบาลกลางสามารถพัฒนาประเทศได้อย่างไม่ติดขัด ตลอดจนดำเนินนโยบายได้อย่างต่อเนื่อง
๐สังคมดิจิทัล
ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ของรัฐบาล จีนกำลังเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างแข็งขัน นโยบายนี้ไม่ได้ส่งผลเชิงบวกต่อเศรษฐกิจของประเทศเท่านั้น แต่รวมถึงความเป็นระเบียบเรียบร้อยของสังคมด้วย จีนถือเป็นประเทศที่เป็นสังคมดิจิทัลอย่างครบวงจร โดยมีการชำระเงินผ่านมือถือผ่านจือฟู่เป่า (Alipay) หรือเวยซินจือฟู่ (WeChat Pay) มีการใช้แอปพลิเคชันดิจิทัลในทุกมิติของการดำรงชีวิตประจำวัน เช่น การเดินทาง รวมถึงตู้จดหมายอัจฉริยะที่สามารถสแกน QR Code รับพัสดุได้
การบูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัลเหล่านี้ช่วยลดปัญหาการลักทรัพย์ สร้างสภาพแวดล้อมสังคมที่มีความปลอดภัยสูงและสร้างความระเบียบเรียบร้อยในสังคม ผลลัพธ์คือ รัฐบาลสามารถมุ่งเน้นไปที่การวางแผนและขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องเผชิญกับความจำเป็นที่ต้องจัดการกับปัญหาสังคมที่รุนแรง

๐ความสามารถในการผลิต
จีนได้รับการขนานนามว่าเป็น “โรงงานของโลก” เนื่องจากมีฐานการผลิตขนาดใหญ่ที่ครอบคลุมอุตสาหกรรมหลากหลายประเภท ตั้งแต่สินค้าอุปโภคบริโภคและสิ่งของที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ไปจนถึงอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น รถยนต์ไฟฟ้าและเซมิคอนดักเตอร์ นอกจากนี้ จำนวนประชากรที่มากยังเอื้อให้จีนมีแรงงานขนาดใหญ่และหลากหลายทักษะ รองรับภาคการผลิตในทุกอุตสาหกรรม
จีนยังคงต่อยอดและยกระดับความสามารถในการผลิตอย่างต่อเนื่อง กระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศของจีนเปิดเผยว่า ภายใต้นโยบายระดับชาติที่มุ่งเร่งการทำให้ภาคอุตสาหกรรมเป็นดิจิทัลและการยกระดับสู่ความเป็นอัจฉริยะ จีนได้จัดตั้งโรงงานอัจฉริยะระดับพื้นฐานมากกว่า 30,000 แห่ง ควบคู่กับการลงทุนในระบบหุ่นยนต์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
ความสามารถในการผลิตสูงนอกจากจะทำให้จีนกลายเป็นผู้ส่งออกสินค้ารายใหญ่ของโลกและมีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทานโลกแล้วนั้น จีนสามารถใช้ทรัพยากรที่ผลิตด้วยตนเองเพื่อสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของตนด้วย
อีกทั้ง ผู้ผลิตในจีนจำนวนมากยังดำเนินการผลิตโดยใช้มาตรฐานสากล เช่น เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ (UN SDGs) ซึ่งช่วยส่งเสริมความเชื่อมั่นของตลาดนานาชาติต่อสินค้าจีน และเสริมสร้างภาพลักษณ์ของจีนในฐานะประเทศที่มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมด้วย
๐จิตสำนึกในเรื่องการพัฒนา
จีนเป็นเขตเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก และมักถูกเรียกว่าเป็นพี่ใหญ่ของภูมิภาคอาเซียนหรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่างไรก็ดี จีนระบุสถานะของตนว่าเป็น ประเทศกำลังพัฒนา การนิยามตนเองเช่นนี้สะท้อนให้เห็นว่าจีนมองว่าการพัฒนาของประเทศยังอยู่ในกระบวนการที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ ทำให้จีนยังคงขับเคลื่อนและมุ่งมั่นที่จะพัฒนาประเทศต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง
อีกทั้ง การจัดวางตนเองในฐานะประเทศกำลังพัฒนายังเอื้อให้จีนสามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับประเทศในซีกโลกใต้ (Global South) อื่นๆ ซึ่งมีจำนวนมากกว่าประเทศพัฒนาแล้ว ผ่านการอ้างอิงถึงประสบการณ์การพัฒนาที่มีร่วมกัน เช่น ปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำ แนวทางดังกล่าวช่วยเสริมภาพลักษณ์ของจีนในฐานะผู้นำของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ตลอดจนส่งเสริมอิทธิพลของจีนในเวทีระหว่างประเทศ ทั้งในมิติทางการเมือง เศรษฐกิจ และความร่วมมือระหว่างประเทศ
ปัจจัยดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าจีนเป็นประเทศที่น่าจับตามองอย่างยิ่งในด้านการพัฒนา และเป็นแบบอย่างที่น่าศึกษาเรียนรู้

