หน้าแรก ต่างประเทศ ไขข้อสงสัย สห...

ไขข้อสงสัย สหรัฐ บุกจับตัวปธน.เวเนฯถึงถิ่น ผิดกฎหมายระหว่างประเทศหรือไม่

4.01.26 | 17:32 น.
maduro

ไขข้อสงสัย สหรัฐ บุกจับตัวปธน.เวเนฯถึงถิ่น ผิดกฎหมายระหว่างประเทศหรือไม่

จากเหตุการณ์ที่สหรัฐอเมริกา เปิดฉากระเบิดโจมตีกรุงการากัส เมืองหลวงของเวเนซุเอลา เมื่อวันที่ 3 มกราคมที่ผ่านมา หลังจากที่รัฐบาลสหรัฐของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กดดันเวเนซุเอลามานานนับเดือน และมีการจับตัว นายนิโกลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา และภรรยา เอาไว้ พาไปยังสหรัฐอเมริกา ซึ่งเจ้าหน้าที่ของสหรัฐระบุว่า มาดูโรจะถูกดำเนินคดีอาญา ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา

plane
เครื่องบินที่ถูกระบุว่า นำตัวนิโกลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา และภรรยา เดินทางไปถึงสนามบิน ที่นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 3 มกราคม (REUTERS/Mike Segar)

ทำให้หลายคนสงสัยว่า การจับกุมตัวผู้นำประเทศไป เพื่อดำเนินคดีในอีกประเทศ เป็นเรื่องที่ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่  สำนักข่าวรอยเตอร์ ได้รายงานเรื่องดังกล่าวไว้ ดังนี้

เกิดอะไรขึ้นระหว่างสหรัฐกับเวเนซุเอลา

เมื่อวันเสาร์ที่ 3 มกราคมที่ผ่านมา กองกำลังของสหรัฐ ได้เปิดฉากโจมตีกรุงการากัส เมืองหลวงของเวเนซุเอลา และเข้าควบคุมตัวนายมาดูโร ที่ถูกประณามอย่างกว้างขวางว่า เป็นผู้นำที่ไม่ชอบธรรม และมีการควบคุมตัวนางซิเลีย ฟลอเรส ภรรยาของมาดูโรด้วย

caracas
Reuters

โดยก่อนหน้านี้ ทรัมป์ได้กดดันให้มาดูโรสละอำนาจมาโดยตลอด พร้อมทั้งกล่าวหาว่า มาดูโรให้การสนับสนุนกลุ่มค้ายาเสพติดที่รัฐบาลสหรัฐระบุว่าเป็นกลุ่มก่อการร้าย และอ้างด้วยว่า กลุ่มเหล่านี้ต้องรับผิดชอบต่อการเสียชีวิตของชาวอเมริกันหลายพันคน ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ยาเสพติดผิดกฎหมาย

ทั้งนี้ นับตั้งแต่เดือนกันยายนปีที่ผ่านมา กองกำลังสหรัฐได้สังหารผู้คนไปแล้วกว่า 100 ราย จากการโจมตีอย่างน้อย 30 ครั้ง ต่อเรือที่ต้องสงสัยว่าลักลอบขนยาเสพติดจากเวเนซุเอลาในทะเลแคริบเบียนและมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระบุว่า การกระทำดังกล่าว น่าจะเป็นการละเมิดทั้งกฎหมายของสหรัฐและกฎหมายระหว่างประเทศ

Advertisement

สหรัฐใช้เหตุผลอะไรในการสร้างความชอบธรรมให้กับการกระทำครั้งนี้

ทางการสหรัฐระบุว่า กระทรวงยุติธรรมได้ร้องขอความช่วยเหลือทางทหาร เพื่อเข้าจับกุมตัวนายมาดูโร ที่ถูกคณะลูกขุนใหญ่ในนิวยอร์ก สั่งฟ้อง พร้อมกับภรรยา และบุตรชาย ผู้นำทางการเมืองอีก 2 คน และบุคคลที่อ้างว่าเป็นผู้นำแก๊งอาชญากรรมข้ามชาติ

โดยทั้งหมด ถูกตั้งข้อหาในคดีอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับการก่อการร้าย ยาเสพติด และอาวุธ

นางแพม บอนดี อัยการสูงสุดสหรัฐ ได้โพสต์ข้อความ จำเลยเหล่านี้จะต้องพบกับความพิโรธของกระบวนการยุติธรรมอเมริกันอย่างเต็มรูปแบบบนแผ่นดินอเมริกา และในศาลของอเมริกาเร็วๆ นี้

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์กล่าวในการแถลงข่าวหลังปฏิบัติการโจมตีเวเนซุเอลาสำเร็จ กล่าวโทษเวเนซุเอลาว่า ขโมยผลประโยชน์ด้านน้ำมันของสหรัฐ และระบุว่า สหรัฐจะยึดผลประโยชน์เหล่านั้นคืนมา พร้อมกับวางแผนที่จะเข้าบริหารการปกครองประเทศเวเนซุเอลาเป็นระยะเวลาหนึ่ง โดยไม่ได้ให้รายละเอียดเฉพาะเจาะจง

โดยผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศ กล่าวว่า รัฐบาลทรัมป์ได้ทำให้ประเด็นทางกฎหมายเกิดความสับสนปนเปกัน โดยการอ้างว่าปฏิบัติการครั้งนี้เป็นภารกิจบังคับใช้กฎหมายที่มุ่งเป้าเฉพาะตัวบุคคล ขณะเดียวกัน ก็เป็นปฐมบทสู่การเข้าควบคุมเวเนซุเอลาในระยะยาวของสหรัฐ

ศาสตราจารย์ เจเรมี พอล จากมหาวิทยาลัยนอร์ทอีสเทิร์น ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า “คุณจะบอกว่า นี่คือปฏิบัติการบังคับใช้กฎหมาย แล้วกลับลำมาบอกว่า ตอนนี้ เราจำเป็นต้องเข้าไปบริหารประเทศ ไม่ได้ มันเป็นเรื่องไม่สมเหตุสมผล”

กฎหมายระบุไว้อย่างไร

สภาคองเกรสแห่งสหรัฐ มีอำนาจในการ “ประกาศสงคราม” แต่ประธานาธิบดีสหรัฐ อยู่ในฐานะ “ผู้บัญชาการทหารสูงสุด” ซึ่งที่ผ่านมา ประธานาธิบดีจากทั้งสองพรรค คือ เดโมแครตและรีพับลิกัน ต่างเคยใช้เหตุผลในการดำเนินปฏิบัติการทางทหาร โดยอ้างว่า เป็นภารกิจที่มีขอบเขตจำกัด และทำไปเพื่อผลประโยชน์ของชาติ

ซูซี ไวล์ส หัวหน้าคณะทำงานทำเนียบขาวของทรัมป์ เคยให้สัมภาษณ์นิตยสาร ยูนิตี้ แฟร์ ที่ตีพิมพ์เมื่อปลายปีที่แล้วว่า หากทรัมป์จะอนุมัติให้มีปฏิบัติการภาคพื้นดินใดๆ ในเวเนซุเอลา เขาจำเป็นต้องได้รับการอนุมัติจากสภาคองเกรสก่อน

แต่นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศ ระบุว่า สภาคองเกรสไม่ได้รับแจ้งล่วงหน้าก่อนที่ปฏิบัติการเมื่อวันเสาร์จะเกิดขึ้น

ในส่วนของกฎหมายระหว่างประเทศนั้น มีข้อห้ามชัดเจนเกี่ยวกับการใช้กำลังในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เว้นแต่จะมีข้อยกเว้นที่แคบมาก เช่น การได้รับอำนาจจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี) หรือเป็นการป้องกันตนเองเท่านั้น

ซึ่งความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย ชี้ว่า การค้ายาเสพติดและความรุนแรงจากแก๊งอาชญากรรม ถือเป็น “กิจกรรมทางอาชญากรรม” ยังไม่ถือว่าเป็นระดับ “การสู้รบด้วยอาวุธ” ตามมาตรฐานสากล ที่จะนำมาใช้เป็นเหตุผลรองรับการตอบโต้ด้วยกำลังทางทหารได้

ศาสตราจารย์ แมทธิว แว็กซ์แมน ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย จากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย และผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ กล่าวว่า เพียงแค่การสั่งฟ้องทางอาญาอย่างเดียว ไม่สามารถมอบอำนาจให้ใช้กำลังทางทหารเพื่อล้มล้างรัฐบาลต่างชาติได้ และรัฐบาลทรัมป์ ก็น่าจะพยายามโยงเรื่องนี้เข้ากับทฤษฎีการป้องกันตนเองด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้ สหรัฐไม่ยอมรับว่า มาดูโรเป็นผู้นำที่ชอบธรรมของเวเนซุเอลา มาตั้งแต่ปี 2019 หลังจากมีการเลือกตั้งที่สหรัฐระบุว่ามีการทุจริตเกิดขึ้น

เคยมีกรณีแบบนี้เกิดขึ้นมาก่อนหรือไม่

สหรัฐอเมริกาเคยจับกุมตัวผู้ต้องสงสัยในคดีอาญาในต่างประเทศมาหลายครั้ง รวมถึงในลิเบีย แต่โดยปกติแล้ว จะมีการขอความยินยอมจากเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น แม้ว่ารัฐบาลสหรัฐจะเรียกมาดูโรว่าเป็นผู้นำที่ไม่ชอบธรรม แต่วอชิงตันก็ยังไม่ได้ให้การรับรองผู้นำเวเนซุเอลาคนอื่นที่จะสามารถ “อนุมัติ” ให้มีการเข้าจับกุมตัวนายมาดูโรได้

เมื่อปี 1989 สหรัฐเคยจับกุมตัว นายพลมานูเอล โนริเอกา ผู้นำปานามาในขณะนั้น ในสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกัน โดยโนริเอกา ถูกสั่งฟ้องในข้อหายาเสพติด และรัฐบาลวอชิงตันระบุว่า การดำเนินการดังกล่าว ทำไปเพื่อปกป้องพลเมืองสหรัฐ หลังจากกองกำลังปานามา ได้สังหารทหารสหรัฐไป 1 นาย

นอกจากนี้ สหรัฐยังเคยกล่าวหาว่า โนริเอกา เป็นผู้นำที่ไม่ชอบธรรม และได้ให้การรับรองผู้สมัครรับเลือกตั้งรายอื่นให้เป็นผู้นำที่แท้จริงของประเทศ

อีกกรณีหนึ่ง คือ ฮวน ออร์ลันโด เฮอร์นานเดซ อดีตประธานาธิบดีฮอนดูรัส ที่ถูกส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนไปยังสหรัฐ เมื่อปี 2022 และถูกตัดสินจำคุก 45 ปี ในข้อหายาเสพติด อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ได้อภัยโทษให้กับเฮอร์นานเดซ เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา

ทั้งนี้ บรรดาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายต่างแสดงความกังขาว่า สหรัฐจะต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ทำกับเวเนซุเอลาหรือไม่ แม้ว่าการกระทำนั้นจะผิดกฎหมายก็ตาม เนื่องจากกฎหมายระหว่างประเทศ ยังขาดกลไกในการบังคับใช้ที่มีประสิทธิภาพ

ศาสตราจารย์ เจเรมี พอล จากมหาวิทยาลัยนอร์ทอีสเทิร์น บอกว่า “มันเป็นเรื่องยากที่จะมองเห็นว่า องค์กรทางกฎหมายใดจะสามารถลงโทษหรือกำหนดผลกระทบในทางปฏิบัติกับรัฐบาลสหรัฐได้”