หน้าแรก ต่างประเทศ รัฐบาลเวเนฯปร...

รัฐบาลเวเนฯประกาศยังหนุนมาดูโร เผยหน่วย รปภ.ปธน.ถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยม

5.01.26 | 10:50 น.
REUTERS

รัฐบาลเวเนฯประกาศยังหนุนมาดูโร เผยหน่วย รปภ.ปธน.ถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยม

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของเวเนซุเอลากล่าวเมื่อวันที่ 4 มกราคม ว่า รัฐบาลเวเนซุเอลายังคงมีความเป็นเอกภาพและพร้อมใจกันสนับสนุน ประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร แม้ว่าการที่สหรัฐอเมริกาบุกถล่มกรุงการากัสเพื่อจับตัวมาดูโรได้ก่อให้เกิดความไม่แน่นอนอย่างมากเกี่ยวกับอนาคตของประเทศอเมริกาใต้ที่ร่ำรวยด้วยน้ำมันแห่งนี้

ขณะนี้มาดูโรถูกควบคุมตัวอยู่ในศูนย์กักกันในนครนิวยอร์ก เพื่อรอการขึ้นศาลในวันที่ 5 มกราคม ตามเวลาในสหรัฐ ในคดียาเสพติด ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ซึ่งเป็นผู้สั่งการให้จับกุมตัวมาดูโรในเวเนซุเอลาเมื่อวันเสาร์ ได้ไปออกรอบตีกอล์ฟในวันอาทิตย์ หลังจากที่บอกว่าสหรัฐจะเข้าควบคุมเวเนซุเอลา

ขณะที่ในกรุงการากัส เจ้าหน้าที่ระดับสูงในรัฐบาลของมาดูโร ซึ่งเรียกการจับกุมตัวมาดูโรและ ซิเลีย ฟลอเรส ภรรยาของเขาว่าเป็นการลักพาตัว ยืนยันว่ามาดูโรยังคงเป็นผู้กุมอำนาจบริหารประเทศอยู่

“ที่นี่ ความสามัคคีของกองกำลังปฏิวัติได้รับการรับประกันอย่างเต็มที่ และที่นี่มีประธานาธิบดีเพียงคนเดียวชื่อ นิโกลัส มาดูโร โมรอส ขออย่าให้ใครหลงกลและตกเป็นเหยื่อในการยั่วยุของศัตรู” ดิโอสดาโด กาเบโย รัฐมนตรีมหาดไทยเวเนซุเอลา กล่าวในการบันทึกเสียงที่เผยแพร่โดยพรรคสังคมนิยม (PSUV) ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล

Advertisement

ภาพของมาดูโร วัย 63 ปี ที่ถูกปิดตาและใส่กุญแจมือเมื่อวันที่ 3 มกราคม ทำให้ชาวเวเนซุเอลาตกตะลึง ปฏิบัติการดังกล่าวถือเป็นการแทรกแซงที่สร้างความขัดแย้งมากที่สุดของสหรัฐในลาตินอเมริกา นับตั้งแต่การรุกรานปานามาของสหรัฐเมื่อ 37 ปีก่อน

พลเอกวลาดีมีร์ ปาดรีโน รัฐมนตรีกลาโหมเวเนซุเอลา กล่าวผ่านสถานีโทรทัศน์ของรัฐว่า การโจมตีของสหรัฐได้คร่าชีวิตทหาร พลเรือน และเจ้าหน้าที่อารักขาส่วนใหญ่ของมาดูโรอย่างโหดเหี้ยม และว่า กองทัพเวเนซุเอลาได้ถูกสั่งการให้เข้าสู่สถานะพร้อมปฏิบัติการเพื่อรับประกันอธิปไตยของประเทศแล้ว

รองประธานาธิบดีเดลซี โรดริเกซ ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีน้ำมันด้วย ได้เข้ารับหน้าที่ผู้นำรักษาการของประเทศ ภายใต้ความเห็นชอบของศาลสูงสุดของเวเนซุเอลา โดยเธอยืนยันว่ามาดูโรยังคงเป็นประธานาธิบดีอยู่ก็ตาม

ด้วยสายสัมพันธ์กับภาคเอกชนและความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับอุตสาหกรรมน้ำมัน ซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักของประเทศ โรดริเกซจึงถูกมองมานานว่าเป็นบุคคลที่มีความเป็นเหตุเป็นผลและยืดหยุ่นมากที่สุดในกลุ่มคนสนิทของมาดูโร ขณะเดียวกันโรดริเกซได้ออกมาปฏิเสธต่อสาธารณะถึงคำกล่าวอ้างของทรัมป์ที่ว่า เธอยินดีที่จะทำงานร่วมกับสหรัฐ

ทรัมป์ให้สัมภาษณ์กับนิตยสารเดอะแอตแลนติกเมื่อวันอาทิตย์ว่า โรดริเกซอาจต้องจ่ายในราคาที่แพงกว่ามาดูโร หากเธอไม่ทำในสิ่งที่ถูกต้อง ขณะที่กระทรวงการสื่อสารของเวเนซุเอลายังไม่ตอบสนองต่อคำขอแสดงความเห็นเกี่ยวกับคำกล่าวดังกล่าวในทันที

มาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ กล่าวว่า ผู้นำคนต่อไปของเวเนซุเอลาจะต้องปฏิบัติตนให้สอดคล้องกับผลประโยชน์ของสหรัฐ ซึ่งรวมถึงการรักษาอุตสาหกรรมน้ำมันของเวเนซุเอลาให้พ้นจากมือของฝ่ายที่เป็นศัตรูของสหรัฐ และการยุติการค้ายาเสพติด โดยอ้างถึงการปิดล้อมเรือบรรทุกน้ำมันภายใต้มาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐ ที่ยังดำเนินอยู่ในปัจจุบันว่าเป็นเครื่องมือกดดันสำคัญ

“นั่นหมายความว่า เศรษฐกิจของพวกเขาจะไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้ จนกว่าจะบรรลุเงื่อนไขที่สอดคล้องกับผลประโยชน์แห่งชาติของสหรัฐ และผลประโยชน์ของประชาชนชาวเวเนซุเอลา” รูบิโอกล่าวในรายการ This Week ของสถานี ABC

รัฐบาลเวเนซุเอลากล่าวมานานหลายเดือนแล้วว่า ทรัมป์พยายามจะยึดทรัพยากรธรรมชาติอันมหาศาลของประเทศ โดยเฉพาะน้ำมัน และเจ้าหน้าที่เวเนซุเอลาได้ย้ำคำกล่าวของทรัมป์เมื่อวันเสาร์ที่ระบุว่า บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของสหรัฐจะเข้ามาดูแลอุตสาหกรรมน้ำมันของประเทศ

“เรารู้สึกโกรธแค้น เพราะท้ายที่สุดทุกอย่างก็ถูกเปิดเผยออกมาแล้ว มันชัดเจนว่าพวกเขาต้องการแค่น้ำมันของเราเท่านั้น” กาเบโย รัฐมนตรีมหาดไทยเวเนซุเอลากล่าว

เวเนซุเอลา ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นหนึ่งในประเทศที่มั่งคั่งที่สุดในลาตินอเมริกา เศรษฐกิจเริ่มทรุดตัวลงในช่วงทศวรรษ 2000 ภายใต้การนำของ ประธานาธิบดีอูโก ชาเวซ และย่ำแย่ลงไปอีกภายใต้ยุคของมาดูโร ส่งผลให้ชาวเวเนซุเอลาประมาณหนึ่งในห้าต้องอพยพออกนอกประเทศ ซึ่งเป็นหนึ่งในการอพยพครั้งใหญ่ที่สุดของโลก

บรรยากาศในกรุงการากัส เมืองหลวงของเวเนซุเอลามีเพียงความเงียบงัน ผู้สนับสนุนมาดูโรบางส่วนรวมตัวกันเข้าร่วมการเดินขบวนประท้วงที่รัฐบาลจัดขึ้นในบ่ายวันอาทิตย์ในกรุงการากัส ขณะเดียวกันฝ่ายต่อต้านมาดูโรในเวเนซุเอลาก็ยังคงระมัดระวังที่จะไม่แสดงความยินดีต่อการถูกจับกุมตัวของมาดูโร เช่นเดียวกับการปรากฏตัวของกองกำลังความมั่นคงประเทศเมื่อวันที่ 4 มกราคม ดูเหมือนจะเบาบางกว่าปกติ

แม้บรรยากาศจะตึงเครียด ร้านเบเกอรี่และร้านกาแฟบางแห่งยังคงเปิดให้บริการ และผู้คนยังคงออกมาวิ่งจ๊อกกิ้งและปั่นจักรยานตามปกติ ขณะที่ประชาชนบางส่วนเริ่มกักตุนสิ่งของจำเป็น

ท่ามกลางความผิดหวังของฝ่ายค้านเวเนซุเอลา ทรัมป์ได้ปัดตกแนวคิดที่ว่า มาเรีย โกรินา มาชาโด ผู้นำฝ่ายค้านวัย 58 ปี และเจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ควรจะขึ้นมาบริหารประเทศ โดยกล่าวว่ามาชาโดไม่ได้รับการสนับสนุนในประเทศ ขณะที่เธอเสนอว่า เอดมุนโด กอนซาเลซ วัย 76 ปี ซึ่งเป็นพันธมิตรของเธอ และซึ่งฝ่ายค้านรวมถึงผู้สังเกตการณ์ระหว่างประเทศบางส่วนระบุว่า ชนะการเลือกตั้งครั้งอย่างถล่มทลาย มีความชอบธรรมตามหลักประชาธิปไตยที่จะเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี

ยังไม่เป็นที่ชัดเจนว่าทรัมป์วางแผนจะกำกับดูแลเวเนซุเอลาอย่างไร และเขาอาจเผชิญความเสี่ยงในการทำให้ผู้สนับสนุนบางส่วนที่ต่อต้านการแทรกแซงจากต่างประเทศไม่พอใจ

ชัค ชูเมอร์ ผู้นำเสียงข้างมากของพรรคเดโมแครตในวุฒิสภาสหรัฐ กล่าวว่า ทำเนียบขาวล้มเหลวในการชี้แจงว่า สหรัฐตั้งใจจะอยู่ในเวเนซุเอลานานเพียงใด และอาจจำเป็นต้องใช้ทหารอเมริกันจำนวนเท่าใด

“ประชาชนชาวอเมริกันกังวลว่าสิ่งนี้กำลังนำไปสู่สงครามที่ไม่รู้จบ ซึ่งเป็นสิ่งเดียวกับที่ทรัมป์เคยหาเสียงว่าจะต่อต้าน” ชูเมอร์กล่าวในรายการ This Week ของสถานี ABC พร้อมระบุว่า สมาชิกรัฐสภาจะพิจารณามาตรการเพื่อจำกัดการดำเนินการเพิ่มเติมของรัฐบาลทรัมป์ในเวเนซุเอลา แม้โอกาสที่จะเกิดขึ้นอาจไม่แน่นอน เนื่องจากสภาคองเกรสอยู่ภายใต้การควบคุมของพรรครีพับลิกันของทรัมป์

แม้ว่าประเทศตะวันตกหลายประเทศจะต่อต้านมาดูโร แต่ก็มีเสียงเรียกร้องจำนวนมากให้สหรัฐเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ และมีการตั้งคำถามถึงความชอบด้วยกฎหมายของการจับกุมประมุขแห่งรัฐต่างประเทศ

แพม บอนดี รัฐมนตรียุติธรรมสหรัฐ ออกแถลงการณ์ในวันที่ 4 มกราคม ซึ่งสะท้อนสารที่รัฐบาลทรัมป์ส่งมาตลอดนับตั้งแต่การจับกุมมาดูโรว่า การปฏิบัติการดังกล่าวเป็นภารกิจบังคับใช้กฎหมาย เพื่อให้มาดูโรเผชิญกับข้อหาอาญาของสหรัฐที่มีการยื่นฟ้องตั้งแต่ปี 2020 รวมถึงข้อหาสมคบคิดก่อการร้ายที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ซึ่งมาดูโรปฏิเสธมาโดยตลอดว่า เขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมใดๆ

ขณะเดียวกันคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) วางแผนจะประชุมกันในวันที่ 5 มกราคม ตามเวลาในนครนิวยอร์ก เพื่อหารือเกี่ยวกับการโจมตีดังกล่าว ขณะที่รัสเซียและจีน ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนรายสำคัญของเวเนซุเอลา ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์สหรัฐ