ทำได้แค่นี้! UNSC วิพากษ์สหรัฐ แทรกแซงเวเนฯ มะกันอ้างไม่ได้ยึดครองปท. รัสเซียซัดเสแสร้ง
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันที่ 5 มกราคม ตามเวลาในนครนิวยอร์ก คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี) ได้เปิดประชุมฉุกเฉินต่อกรณีการการบุกจับกุมประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร ของเวเนซุเอลา ซึ่งเป็นปฏบัติการช็อกโลก เนื่องจากเป็นการส่งทหารเข้าไปโจมตีเมืองหลวงของอีกประเทศหนึ่งและจับกุมประมุขแห่งรัฐ ภายใต้การสั่งการของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์
การหารือดังกล่าวมีขึ้นไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่มาดูโรจะถูกนำตัวไปขึ้นศาลรัฐบาลกลางในแมนฮัตตันในข้อหายาเสพติด ซึ่งมาดูโรปฎิเสธว่าเขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมใดๆ
อันโตนิโอ กูแตร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ แสดงความกังวลถึงความเสี่ยงที่ความไม่มั่นคงในเวเนซุเอลาจะทวีความรุนแรงขึ้นในแถลงการณ์ ซึ่งโรสแมรี ดิการ์โล หัวหน้าฝ่ายกิจการการเมืองของสหประชาชาติกล่าวต่อที่ประชุมว่า “ผมมีความกังวลอย่างยิ่งต่อความเป็นไปได้ที่ความไม่มั่นคงภายในประเทศจะทวีความรุนแรงขึ้น ผลกระทบที่อาจเกิดกับทั้งภูมิภาค และบรรทัดฐานที่อาจเกิดขึ้นต่อวิธีการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างที่รัฐต่างๆ”
กุแตเรซยังเรียกร้องให้ทุกฝ่ายในเวเนซุเอลาเข้าร่วมการเจรจาที่ครอบคลุมและเป็นประชาธิปไตย พร้อมกล่าวเสริมว่า เขายินดีและพร้อมที่จะสนับสนุนทุกความพยายาม ที่มุ่งช่วยเหลือชาวเวเนซุเอลาในการหาทางออกโดยสันติวิธี
เลขาธิการสหประชาชาติยังแสดงความกังวลว่า ปฏิบัติการของสหรัฐในการจับกุมมาดูโรที่กรุงการากัสเมื่อวันเสาร์ อาจไม่เคารพกฎของกฎหมายระหว่างประเทศ โดยกฎบัตรสหประชาชาติระบุว่า ประเทศสมาชิกพึงงดเว้นจากการข่มขู่หรือการใช้กำลัง ต่อบูรณภาพแห่งดินแดนหรือเอกราชทางการเมืองของรัฐใดๆ
นายไมค์ วอลต์ซ เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรสหรัฐอเมริกาประจำสหประชาชาติ กล่าวว่า สหรัฐได้ดำเนินการปฏิบัติการบังคับใช้กฎหมายที่แม่นยำเฉพาะจุด โดยได้รับการสนับสนุนจากกองทัพสหรัฐต่อผู้หลบหนีความยุติธรรมของสหรัฐ 2 รายที่ถูกตั้งข้อหาแล้ว ซึ่งหมายถึงมาดูโรและภรรยาของเขา ซิเลีย ฟลอเรส
“ดังที่รัฐมนตรีต่างประเทศ มาร์โค รูบิโอ ได้กล่าวไว้ สหรัฐไม่ได้ทำสงครามกับเวเนซุเอลาหรือประชาชนของประเทศนั้น เราไม่ได้เข้ายึดครองประเทศใด แต่เราจะไม่ยอมให้ซีกโลกตะวันตกถูกใช้เป็นฐานปฏิบัติการของศัตรูของประเทศเรา คุณไม่อาจปล่อยให้แหล่งพลังงานสำรองที่ใหญ่ที่สุดในโลก อยู่ภายใต้การควบคุมของศัตรูของสหรัฐ อยู่ภายใต้ผู้นำที่ไร้ความชอบธรรม และไม่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนเวเนซุเอลาได้” วอลต์ซกล่าว
ด้านซามูเอล มอนคาดา เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรเวเนซุเอลาประจำสหประชาชาติ เรียกปฏิบัติการของสหรัฐในการจับกุมมาดูโรว่า เป็นการโจมตีด้วยกำลังอาวุธที่ไร้ความชอบธรรมและขาดเหตุผลทางกฎหมายใดๆ พร้อมย้ำต่อที่ประชุมว่า สถาบันต่างๆ ของรัฐเวเนซุเอลายังคงทำงานตามปกติ ระเบียบรัฐธรรมนูญยังได้รับการธำรงไว้ และรัฐยังคงควบคุมอธิปไตยเหนือดินแดนทั้งหมดของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ด้านสหรัฐอ้างอิงมาตรา 51 ของกฎบัตรสหประชาชาติ ซึ่งระบุว่า “ไม่มีสิ่งใดจะกระทบต่อสิทธิโดยธรรมชาติในการป้องกันตนเอง ไม่ว่าจะโดยลำพังหรือร่วมกัน หากเกิดการโจมตีด้วยกำลังอาวุธต่อประเทศสมาชิกของสหประชาชาติ”
ขณะที่รัสเซีย จีน และโคลอมเบีย ประณามปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐว่าผิดกฎหมาย ขณะที่สมาชิกยูเอ็นเอสซีประเทศอื่นๆ ส่วนใหญ่ไม่ได้วิจารณ์สหรัฐโดยตรง แต่เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเคารพกฎหมายระหว่างประเทศและกฎบัตรสหประชาชาติ
นายวาสซิลี เนเบนเซีย เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรรัสเซียประจำสหประชาชาติ กล่าวว่า เราไม่อาจปล่อยให้สหรัฐประกาศตนเป็นผู้พิพากษาสูงสุด ที่มีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการบุกประเทศใดก็ได้ ตัดสินว่าใครผิด ใครถูก และบังคับใช้บทลงโทษ โดยไม่คำนึงถึงกฎหมายระหว่างประเทศ อธิปไตย และหลักการไม่แทรกแซง
“การพูดพึมพำที่ฟังไม่รู้เรื่อง และความพยายามหลีกเลี่ยงการประเมินอย่างมีหลักการ จากผู้ที่ในสถานการณ์อื่นๆ มักจะโวยวายเรียกร้องให้ผู้อื่นเคารพกฎบัตรสหประชาชาติ วันนี้กลับดูเป็นการเสแสร้างและไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง” เนเบนเซียกล่าว
ทั้งนี้ รัสเซียเองเคยถูกสหประชาชาติประณามจากการรุกรานยูเครนในปี 2022
ด้านโคลอมเบีย ซึ่งเป็นฝ่ายร้องขอให้มีการประชุมดังกล่าว ประณามปฏิบัติการของสหรัฐว่าเป็นการละเมิดอธิปไตย เอกราชทางการเมือง และบูรณภาพแห่งดินแดนของเวเนซุเอลาอย่างชัดเจน ขณะที่รัสเซีย จีน และเวเนซุเอลา เรียกร้องให้สหรัฐปล่อยตัวมาดูโรและภรรยาของเขา
อย่างไรก็ตาม คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ซึ่งมีหน้าที่ดูแลสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ ไม่อาจดำเนินการเอาผิดสหรัฐสำหรับการละเมิดดังกล่าวได้ เนื่องจากสหรัฐเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอำนาจใช้สิทธิยับยั้ง (วีโต) ร่วมกับรัสเซีย จีน อังกฤษ และฝรั่งเศส สหรัฐจึงสามารถขัดขวางการดำเนินการใดๆ ของคณะมนตรีความมั่นคงได้

