หน้าแรก ต่างประเทศ ฐิติวุฒิ ชี้ ...

ฐิติวุฒิ ชี้ ‘UN เจอบทหนัก’ ปมสหรัฐ บุกเวเนฯ จับตา ‘จีน-รัสเซียเดินเกมพลิก’ ให้ทรัมป์เป็นผู้ร้าย

7.01.26 | 13:39 น.

ฐิติวุฒิ ชี้ UN เจอบททบสอบหนัก หลัง ‘สหรัฐ บุกเวเนฯ’ จับตาท่าที ‘จีน-รัสเซีย’ เดินเกมพลิก ให้ทรัมป์เป็นผู้ร้าย

สืบเนื่องกรณี สหรัฐปฏิบัติการทางทหารจับกุมประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร แห่งเวเนซุเอลา โดยนำตัวประธานาธิบดีและภรรยาไปยัง นครนิวยอร์ก

เมื่อวันที่ 6 มกราคมที่ผ่านมา รศ.ดร.ฐิติวุฒิ บุญยวงศ์วิวัชร อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวถึงกรณีสหรัฐอเมริกาบุกเวเนซุเอลา โดยชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มขั้วมหาอำนาจและความท้าทายของ องค์การสหประชาชาติ (UN) ว่าในปัจจุบัน โลกไม่ได้เปลี่ยนไปในลักษณะใหม่ แต่จะย้อนกลับไปในมิติที่เรียกว่าเป็น สังคมการเมืองระหว่างประเทศอำนาจรัฐ (State Power) หรือขอบเขตของรัฐแข็งแกร่งขึ้น แล้วลดการพึ่งพาองค์การระหว่างประเทศให้น้อยลง

“โดยเฉพาะความร่วมมือในระหว่างประเทศต่างๆ แต่ในมิติแบบนี้ เป็นสมมติฐานวิธีคิดทางด้านฝ่ายสัจนิยม เรียกว่าเป็นวิธีคิดของพวก โทมัส ฮอบส์ ที่ในอดีตจะมีอิทธิพลในการอธิบายการเปลี่ยนแปลงของโลก โลกมีการแข่งขันประเทศต่างๆ เพื่อประโยชน์ของตัวเอง ช่วงชิงการมีอำนาจนำ เพราะฉะนั้น ‘ความมั่นคงทางทหาร’ อาจจะกลายเป็นประเด็นหลักที่ประเทศต่างๆ ให้ความสำคัญ” รศ.ดร.ฐิติวุฒิชี้

รศ.ดร.ฐิติวุฒิกล่าวต่อว่า ในเรื่องของความร่วมมือระหว่างประเทศต่างๆ จะลดน้อยลง ซึ่งประเด็นที่น่าสนใจคือ หากในกรณีของการสร้าง ‘ความมั่นคงร่วม’ หรือที่เราเรียกกันว่า Collective Security ระหว่างประเทศต่างๆ นั้น ขาดความไว้วางใจ ขาดความร่วมมือในการเจรจา จะทำให้การแข่งขันการสั่งสมอาวุธหรือความตึงเครียดทางด้านการทหาร เพิ่มมากยิ่งขึ้น

Advertisement

จากเดิมจะมีเฉพาะ ‘สงครามทางการค้า’ แต่ต้องยอมรับว่า เมื่อฝ่ายอนุรักษนิยมของอเมริกา โดยเฉพาะ โดนัลด์ ทรัมป์ ขึ้นมา ไม่ใช่เฉพาะสงครามการค้า แต่ยังมีการแข่งขันทางด้านการทหารหรือมิติความมั่นคง เรียกว่า Hybrid Warfare มันมีลักษณะของ ‘สงครามลูกผสม’ ซ่อนอยู่ เพราะฉะนั้นโลกก็จะสับสนวุ่นวายมากยิ่งขึ้น

เมื่อถามถึง ท่าทีและการแถลงประณามจากประเทศต่างๆ จะมีผลต่อการตัดสินใจของ ทรัมป์หรือไม่ ?

รศ.ดร.ฐิติวุฒิกล่าวว่า ปัจจุบันกระแสในการกดดันทรัมป์ อาจจะถือว่ายังน้อยอยู่ สามารถแยกได้เป็น 3 กรณี

กรณีแรกของ เดนมาร์ก มีปัญหากับทรัมป์ เรื่อง กรีนแลนด์ เพราะถ้าพูดตรงไปตรงมา ทรัมป์อยากได้กรีนแลนด์ภายใต้การดูแลของสหรัฐอเมริกาเอง ฉะนั้นในกรณีของเดนมาร์กหรือแม้กระทั่งในกรณีของแคนาดา ที่ทรัมป์เอ่ยพูดทีเล่นทีจริงว่า อยากได้แคนาดา มาด้วย

“ก่อนหน้านี้ทรัมป์พูดแบบไร้สาระ แต่ในปัจจุบันกรณีเวเนซุเอลา ชี้ให้เห็นว่าฝ่ายอนุรักษนิยม หรือพวกกลุ่มนีโอ-คอน (อนุรักษนิยมใหม่) ของพรรครีพับลิกัน หลายอย่างกลุ่มนี้ทำจริง แต่ว่าทีนี้ในประเทศแสดงท่าทีการประณาม ทรัมป์อย่างเช่น กรณีของเดนมาร์กซึ่งมีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรง ถามว่ามีผลกระทบไหมกับการตัดสินใจของทรัมป์ อาจจะยังไม่มีผลกระทบ” รศ.ดร.ฐิติวุฒิกล่าว

กรณีที่ 2 กลุ่มที่เป็นพันธมิตรนาโต้ (NATO) ยังไม่เห็นท่าทีอะไรที่ชัดเจน อย่างอังกฤษที่เป็นพันธมิตรอย่างใกล้ชิด หรือแม้กระทั่งในกรณีของประเทศมหาอำนาจนาโต้อื่น เช่น เยอรมนี ฝรั่งเศส ไม่ได้มีท่าทีประณามอย่างจริงจัง เพราะฉะนั้น ในกลุ่มนี้ยังไม่ได้มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของทรัมป์

ส่วน กรณีที่ 3 กลุ่มประเทศที่ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียกับกรณีของทรัมป์ กับเวเนซุเอลา ประเทศกลุ่มนี้น่าสนใจ เพราะมีทั้งประเทศที่รักษาตนเป็นกลาง ยึดกฎหมายระหว่างประเทศ กับประเทศที่เป็นพันธมิตรกับทรัมป์ หรือว่าเป็นปฏิปักษ์กับมาดูโร ยังมีความแตกต่างหลากหลายจากกลุ่มประเทศนี้อยู่เช่นเดียวกัน

“ถ้าประเมินจาก 3 กลุ่มนี้ การกดดันทรัมป์ถือว่ายังน้อยอยู่ ยกเว้นเสียแต่ในกรณีของจีนกับรัสเซีย อาจจะบอกได้ว่ากลุ่มนี้เป็นกรณีที่ 4 คือเขาต้องการเป็นขั้วมหาอำนาจที่ตัดขาดกับอเมริกา แต่ต้องดูเรื่องนี้ในการประชุมคณะรัฐมนตรีความมั่นคงอีกครั้งหนึ่ง” รศ.ดร.ฐิติวุฒิ กล่าว

ในส่วนของ สถานการณ์การเดินเกมของ จีนกับรัสเซีย รศ.ดร.ฐิติวุฒิ ชี้ว่า สามารถมองได้ 2 แง่

กรณีแรก พูดอย่างตรงไปตรงมา สมมติว่าถ้าโลกมีการแข่งขันโดยที่ไม่ให้ความสนใจเรื่องหลักการหรือกฎหมายระหว่างประเทศ พูดภาษาง่ายๆ คือ ‘เธอทำได้ ฉันทำได้’ ถ้าในกรณีของทรัมป์ ทำกับเวนาซุเอลาได้ เราก็ต้องไม่ลืมว่ามีเหตุการณ์อื่นๆ ทั่วโลก อย่างที่ รัสเซียกับจีนเป็นคู่กรณีอยู่ หรืออย่างเช่นยูเครน-รัสเซีย แม้กระทั่งไต้หวัน-จีน แบบนี้อาจเป็นปฏิกิริยาที่ใช้หลักการของทรัมป์ ซึ่งก็จะกลายเป็นลักษณะโลกมุ่งสู่ ‘ความไร้ระเบียบ’ อีกเช่นเดิม

กรณีที่ 2 ท่าทีล่าสุดของจีนน่าสนใจ กล่าวคือจีนต้องการที่จะใช้กลไกกฎหมายระหว่างประเทศ เข้าสู้ในเวทีของ UN

“อาจจะต้องพลิกหรือต้องกลับมานั่งดู สมมติถ้าจีนเล่นเกมไปพยายามยึดระเบียบโลกไว้ ที่ไม่ทำให้ระเบียบโลกวุ่นวายเหมือนกับที่ทรัมป์ทำ จะกลายเป็นทำให้จีนมีบทบาทเป็นผู้นำโลกอีกขั้วหนึ่งที่เด่นชัดขึ้น

และถ้าหากรัสเซียร่วมกับกรณีนี้ด้วย หมายความว่าถ้าจีน รัสเซีย ‘กลับมาเล่นเกมยึดระเบียบกฎหมายระหว่างประเทศ’ ทีนี้สายตาทรัมป์ก็จะกลายเป็นผู้ร้าย” รศ.ดร.ฐิติวุฒิกล่าว

เมื่อถามถึงกรณีของ ‘ลัทธิมอนโร’ จะสยายปีกตามที่สื่อของสหรัฐเรียกหรือไม่?

รศ.ดร.ฐิติวุฒิระบุว่า ต้องพิจารณาขั้วมหาอำนาจในระดับภูมิภาคของละตินอเมริกาด้วย เพราะว่าในปัจจุบันมีหลายประเทศที่ไม่ได้เป็นเอกภาพ ซึ่งเศรษฐกิจสมัยใหม่อยู่ใน กลุ่มบริกส์ (BRICS) เช่น บราซิล

“ที่น่าสนใจคือบราซิลก็ไม่ได้เห็นด้วยกับทรัมป์ การที่จะส่งหน่วยรบ ปฏิบัติการพิเศษไปจัดการกับมาดูโร และที่สำคัญผู้นำของบราซิลเป็นฝ่ายซ้ายหรือ แม้กระทั่งประเทศอื่นๆ ก็มีส่วนที่สนับสนุนทรัมป์ เช่น อาเจนติน่า เพราะฉะนั้น ลัทธิมอนโร ยังสะท้อนถึงการแข่งขันของมหาอำนาจภูมิภาค อย่างเช่น อาเจนติน่า บราซิล ฉะนั้นจึงไม่สามารถจะสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้กับสหรัฐอเมริกาได้อย่างเบ็ดเสร็จ” รศ.ดร.ฐิติวุฒชี้

รศ.ดร.ฐิติวุฒิยังกล่าวอีกด้วยว่า อย่างน้อยที่สุดความขัดแย้งในปี 2026 ที่เรากำลังเห็นตอนนี้ มันมีเงื่อนไขใหม่ขึ้นมาภายหลังจากการปฏิบัติการของทรัมป์ ซึ่งคำถามที่น่าสนใจคือ เมื่อระเบียบโลกในปัจจุบันมีลักษณะไร้เสถียรภาพ หรือไม่มีการเคารพในระเบียบโลก ฉะนั้น หลักประกันสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา ที่ต้องการให้สหประชาชาติเป็นเสาหลักค้ำจุนความมั่นคงของโลก ท้ายที่สุดแล้ว อาจตกเป็นความท้าทายของ UN ว่าจะทำอย่างไรให้องค์การระหว่างประเทศกลายมามีบทบาท ค้ำสันติภาพโลก

ไม่ทำให้ระบบรัฐที่มีอยู่ในปัจจุบันเป็นรัฐที่ป่าเถื่อน มีการแข่งขัน และกลายเป็นสงครามความขัดแย้งใหญ่ ถือว่าเป็นงานชิ้นสำคัญและท้าทายมากของสหประชาชาติ” รศ.ดร.ฐิติวุฒิ กล่าวทิ้งท้าย